[CS:Tag] 1214: จีบ...

posted on 06 Dec 2009 23:47 by aki657

 

[CS: Tag] 1214: จีบ...


วิธีทำ:

ตอบคำถามชุด A (โดนเค้าจีบ) และชุด B (ไปจีบเค้า)
จากนั้นเอาคำตอบมาใส่ในชุดคำทำนาย
เป็นการทำนายเนื้อคู่นะจ๊ะ ทำเสร็จส่งผู้โชคดีด้วยล่ะ อิอิอิ

ชุด A เมื่อคุณเป็นฝ่ายโดนจีบ


หนุ่ม(สาว)ในฝันของคุณกำลังแอบชอบคุณอยู่
เค้ากำลังอยากเข้ามาพูดคุยกับคุณเพื่อชวนคุณไปเดท

1. ประโยคแรกที่เค้าจะพูดกับคุณคือ
- "เสาร์นี้ว่างมั้ยครับ?"


2. ท่าทางของเค้าเวลาพูดเป็นยังไงบ้าง
- ก็ทำหน้ายิ้มๆเหมือนเคยแหละค่ะ


3. ชุดที่เค้าใส่อยู่เป็นแบบไหน
- ชุดทำงานธรรมดาค่ะ เชิ้ตขาว กางเกงขายาวสีดำ


4. ที่ที่เค้าจะพาคุณไปเดทเป็นครั้งแรกคือ
- สวนรถไฟค่ะ


5. คุณกับเค้ากำลังจะเดินทางไปยังสถานที่เดท พาหนะที่จะใช้ในการเดินทางคือ
- รถที่เขาเช่ามาค่ะ

 
6. ระหว่างเดท คุณกับเค้าจะสร้างความสนิทสนมด้วยการพูดคุยกันเรื่อง
- ต้นไม้ใบหญ้า ดอกไม้... ล่ะมังคะ... (ก็บ้านเขาทำกิจการเกี่ยวกับดอกไม้นี่คะ...)


7. ได้เวลาต้องกลับบ้านแล้ว คุณกับเค้าจะบอกลากันด้วย
- ยังไม่ทันได้บอกลาก็โดนสมปองกระโดดเข้าจิกทึ้งอีกแล้วค่ะ... เลยต้องหันไปช่วยกันจับสมปองเข้าเล้า...


8. สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องไม่ลืมทำก่อนแยกกัน
-  โค้ง ยิ้ม โบกมือลา "พบกันวันจันทร์นะคะ"

 

ชุด B เมื่อคุณเป็นฝ่ายจีบ   

9. วันหนึ่ง คุณเห็นหนุ่ม(สาว)ในฝันที่คุณแอบชอบนั่งอยู่ตามลำพัง สถานที่นั่นคือที่ไหน
- แปลงเกษตรของโรงเรียนลูกบาศก์ กำลังรดน้ำต้นไม้ที่เพิ่งลงแปลงไปมั้งครับ


10. เห็นชัดๆเลยว่าโอกาสมาถึงคุณแล้ว คุณจะทำอะไรดี
- เดินเข้าไปทัก


11. ก่อนจะทำตามคำตอบข้อข้างบน คุณจะเตรียมตัวอะไรบ้าง
- ไม่เตรียมตัวครับ


12. ประโยคแรกที่จะเอ่ยกับเค้าคือ
- "มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ?"


13. ปฎิกริยาของเค้าที่มีต่อคำพูดของคุณคือ
- รู้สึกแปลกใจนิดหน่อยที่เจอผม


14. คุณยิ้มให้ แล้วนั่งลงข้างๆ จากนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นหนังสือในมือของอีกฝ่ายเข้า เป็นหนังสืออะไร
- หนังสือเกี่ยวกับดอกไม้มั้งครับ ผมไม่แน่ใจภาษาไทย


15. คุณอยากชวนเค้าคุยด้วย จึงบอกไปว่าหนังสือที่คุณชอบอ่านที่สุดคือ
- ถ้าเป็นช่วงนี้ คงเกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณีไทยน่ะครับ


16. เค้าหันมา แล้วมองหน้าคุณด้วยสายตา
- คงแปลกใจอีกนั่นล่ะครับ




คำทำนาย:


ต่อไปนี้ จะเป็นการทำนายเรื่องเนื้อคู่ในอนาคตกันนะคะ
ให้เอาคำตอบในชุด A และ B มาเติมลงในช่องว่างค่ะ


การพบกันตามพรหมลิขิตของคุณกับเนื้อคู่ เริ่มต้นที่ (ข้อ 9)
- แปลงเกษตรของโรงเรียนลูกบาศก์ กำลังรดน้ำต้นไม้ที่เพิ่งลงแปลงไปมั้งครับ


คุณกับเค้าเจอกันด้วยความบังเอิญ เค้าเห็นคุณกำลัง (ข้อ 11)
- ไม่เตรียมตัวครับ


คุณแอบเขินแล้วยิ้มให้ คนๆนั้นจึงมองคุณด้วยสายตา(ข้อ 16)
- คงแปลกใจอีกนั่นล่ะครับ


แล้วเดินจากไป คุณจึงได้แต่แอบเสียดาย อีกสองวันคุณไปเป็นเพื่อนคนรู้จักที่ (ข้อ 4)
- สวนรถไฟค่ะ


คุณเห็นเค้าดูดีมากในชุด (ข้อ 3)
- ชุดทำงานธรรมดาค่ะ เชิ้ตขาว กางเกงขายาวสีดำ


จึงเดินเข้าไปทักเค้าพร้อมพูดว่า (ข้อ 12)
- "มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ?"


คนๆนั้นมีท่าทาง (ข้อ 2)
- ก็ทำหน้ายิ้มๆเหมือนเคยแหละค่ะ


คุณจึงชวนเค้าคุยเรื่อง (ข้อ 15)
- ถ้าเป็นช่วงนี้ คงเกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณีไทยน่ะครับ


เค้าตอบคุณมาว่า เค้าสนใจเรื่อง (ข้อ 14)
- หนังสือเกี่ยวกับดอกไม้มั้งครับ ผมไม่แน่ใจภาษาไทย


คุณหน้าแตกจึงพยายามเปลี่ยนเรื่อง แล้วชวนเค้าคุยเรื่อง (ข้อ 6)
- ต้นไม้ใบหญ้า ดอกไม้... ล่ะมังคะ... (ก็บ้านเขาทำกิจการเกี่ยวกับดอกไม้นี่คะ...) (<<เปลี่ยนเรื่องตรงไหนครับนี่? - หัวเราะ)


ก่อนจากกัน คุณบอกลาเค้าด้วย (ข้อ 7)
- ยังไม่ทันได้บอกลาก็โดนสมปองกระโดดเข้าจิกทึ้งอีกแล้วค่ะ... เลยต้องหันไปช่วยกันจับสมปองเข้าเล้า...


เค้ามีท่าที (ข้อ 13)
- รู้สึกแปลกใจนิดหน่อยที่เจอผม


แล้วเงียบไปพักหนึ่ง พร้อมกับบอกคุณว่า เค้าอยากไปส่งคุณที่บ้านด้วย (ข้อ 5)
- รถที่เขาเช่ามาค่ะ


คุณจึงตอบตกลง เมื่อเค้าพาคุณไปส่งบ้าน เขาบอกคุณว่า (ข้อ 1)
- "เสาร์นี้ว่างมั้ยครับ?"

(ไม่ว่างค่ะ ก็สหวีวี่วีอยู่กับคุณมาทั้งวันนี่คะ?)


คุณจึง (ข้อ 10)
- เดินเข้าไปทัก (<<ก็เพิ่งมาส่งไม่ใช่เรอะ???)


แล้ว (ข้อ 8)
- โค้ง ยิ้ม โบกมือลา "พบกันวันจันทร์นะคะ" (ตกลงลูกสาวอิชั้นปฏิเสธหนุ่ม?)


เค้าจึงตกเป็นแฟนคุณในที่สุด...

(/ปิดซอยฉลอง เย้ววววววว!!!)



หมายเหตุ:

-กำลังเมาน้ำตาล รู้สึกตัวเองกำลังคุยไม่รู้เรื่อง...
-แต่แท็กนี้หวานแฮะ ไม่เห็นเสื่อมเลย...
-ฮา...

 

 

[Ori?] Better...

posted on 14 Nov 2009 20:50 by aki657  in Life

 

ฝนตกอีกแล้ว...

 

ผมหมุนหลอดน้ำดื่มในแก้วไปมาขณะที่สายตายังจับจ้องไปยังตัวหนังสือที่ไล่เรียงเป็นระเบียบในมือ...หนังสือรวมเรื่องสั้นของโอตสึ อิจิที่ผมซื้อมาตั้งแต่งานสัปดาห์หนังสือเมื่อคราวที่แล้ว หรือบางทีอาจเป็นสองคราวที่แล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้อ่านเสียที...จนมาวันนี้ผมถึงได้ฤกษ์หยิบมันติดกระเป๋าออกมาด้วย และได้มีโอกาสอ่านมันจนจบจนได้...

 

แน่ล่ะ, ในเมื่อฝนตกไม่หยุดมาร่วมสองชั่วโมงแล้วนี่?

 

ผมถอนหายใจเมื่อเริ่มรู้สึกล้าสายตาก่อนจะปิดหนังสือในมือลงและเขม้นมองฝ่าม่านฝนที่ร่วงหล่นเอาเป็นเอาตายอยู่ด้านนอกร้านที่ผมบังเอิญเลี้ยงเข้ามาเพราะว่าหิวโดยไม่ใส่ใจจะมองชื่อร้านด้วยซ้ำ...ร้านอาหารเล็กๆที่เมนูไม่ได้มากมายอะไรแทรกตัวอยู่ใต้โรงภาพยนตร์กลางสยามแสควร์กลายเป็นที่พักพิงชั่วคราวหลังจากจู่ๆท้องฟ้าที่สว่างจ้ามาหลายวันกลับมืดครึ่มและหักหลังคนที่อยู่ใต้ผืนฟ้านี่หน้าตาเฉย...ผมถอนหายใจอีกรอบก่อนจะหันไปสั่งกาแฟอีกแก้วจากพนักงานเสิร์ฟพลางนึกคำนวนถึงค่าใช้จ่ายในวันนี้

 

แท้จริงแล้ววันนี้ผมแค่ตั้งใจออกมาเอาพายบลูเบอรรี่ที่มีคนใจดีทำมาเผื่อ...ให้เป็นหนูลองยาเพียงเท่านั้น แต่การนัดเจอกันที่รถไฟฟ้าสยามแสควร์นี้ ทำให้ผมคิดว่าไม่น่าออกมาเพียงแค่ธุระอย่างเดียวแต่น่าจะหาอะไรอย่างอื่นแนบท้ายไปด้วยเป็นของแถม

 

หลังจากลังเลใจระหว่างการเดินเล่นที่ร้านหนังสือ กับการฆ่าเวลาที่ร้านหนังสือ...ผมกลับเดินเลี้ยวขึ้นชั้นสองของโรงภาพยนตร์ กวาดสายตาไปตามตารางบอกรอบฉาย ยกนาฬิกาขึ้นเทียบเวลา และหมุนตัวหลับไปซื้อตั๋วก่อนจะเดินเข้าโรงไปหน้าตาเฉย...

 

สองชั่วโมงหมดไปกับหนังรักกรุ่นไออุ่นดีๆสักเรื่องก็ไม่เลวนักสำหรับวันนี้...ผมเดินออกจากโรงหนังมาด้วยความอิ่มใจ หยุดดูรายชื่อผู้กำกับที่โปสเตอร์หน้าโรงหนัง ยิ้มให้กับตัวเอง ก่อนจะก้าวเท้าลงมาที่ชั้นหนึ่ง...

 

เยี่ยม, ฝนกำลังตก...

 

ผมเอามือล้วงลงกระเป๋ากางเกงยีนส์ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นเปิด ลังเลใจอยู่เสี้ยววินาทีก่อนจะกดหาเลขหมายปลายทางที่ผมจำเลขนั่นไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว หากอาศัยเทคโนโลยีเข้าช่วยในการมองปราดหารายชื่อที่ทำการบันทึกเอาไว้แทน

 

"ฝนตกล่ะ..."

"หงุดหงิดอยู่อะดิ...?"

"นิดหน่อย...หิวด้วย"

"ว้า, แย่จัง"

น้ำเสียงเริงรื่นขัดกับคำพูดถูกส่งมาให้ ผมยิ้มก่อนจะเปลี่ยนมือที่ถือโทรศัพท์ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปยังร้านค้าที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านหลัง

"กลับไม่ได้"

"ไม่ได้เอาร่มมาเหรอ?"

"อื้อ"

"อย่างนี้แหละ ฟ้าฝน เอาแน่เอานอนไม่ได้"

"อื้ม...หิว"

ผมหยุดมองรองเท้าที่ตั้งโชว์อยู่เล็กน้อยก่อนจะเดินต่อไปโดยไม่่ได้แวะเข้าไป

"ย้ำจัง...พายนั่นล่ะ?"

"กินไม่ได้ ไม่มีที่กิน"

"น่าสงสารจริง..."

 อีกฝ่ายตอบกลับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

"แวะหาที่นั่งสักร้านแล้วหาข้าวกินไป...กินช้าๆฆ่าเวลา"

"อื้อ, หาอยู่..."

"เจอยัง?"

"ตรงนั้นเหมือนมีร้านบะหมี่?"

"ก็ไปกินไป...แล้วค่อยคุยกันทีหลัง"

"อื้อ"

 

ผมกดตัดสายขณะผลักเปิดประตูร้าน ร้านไม่ได้แน่น แต่เกือบทุกโต๊ะได้รับการจับจอง ผมได้ที่นั่งเดียวติดเคาน์เตอร์ทำอาหาร...ผมไม่สนใจ ตอนนี้ขอแค่อะไรร้อนๆเข้าปากขัดกับบรรยากาศเย็นชืดรอบตัวก็เพียงพอ

 

ขณะรออาหารมาเสิร์ฟ ผมกดโทรศัพท์โทรรายงานตัวกับที่บ้านพลางมองออกไปนอกหน้าต่างร้าน พอที่จะได้เห็นระดับของลมที่แรงมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมระดับน้ำที่ขึ้นสูงจนเกือบถึงฟุตบาท...

 

เยี่ยม, จากฝนกลายเป็นพายุ...

และต่อจากพายุ...คือน้ำท่วม

 

ผมถอนหายใจอย่างเซ็งๆก่อนจะทุ่มความสนใจให้กับอาหารและต่อด้วยหนังสือในมือ แต่จนแล้วจนรอดก็สถานการณ์ก็ดูเหมือนไม่ดีขึ้น...น้ำท่วมสูงเหนือฟุตบาท ทะลักสูงเกือบครึ่งล้อรถที่จอดอยู่ด้านนอก

 

อีแบบนี้ จะพูดว่าเยี่ยมก็คงพูดไม่ออก...

 

จากที่ถอนหายใจอยู่หลายรอบ ผมเพิ่งจะมานั่งนึกขำกับเรื่องที่ผ่านมาวันนี้...ทั้งที่ตอนแรกก็นั่งทำงานอยู่กับบ้านดีๆ ไหงต้องออกมาลำบากลำบนแบบนี้ด้วย? แต่ก็นั่นล่ะ ถ้ากลับบ้านไปซะตั้งแต่แรกที่ได้รับของ ตอนนั้นฝนก็ยังไม่่ตก หรือถ้าเข้าร้านหนังสือก็คงไม่เสียเวลาเท่ากับดูหนัง หรือถ้า...

 

มันก็มีแต่คำว่า"ถ้า"ทั้งนั้น...

แต่ถ้ามองอีกแง่...มันก็คืออดีตที่แก้ไขไม่ได้

 

ประโยคนั้นผมเคยได้มาจากนิยาายที่เคยอ่านมาแสนนาน แต่ช่างเถอะ, นึกเรื่องนั้นได้ตอนนี้ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ผมหหยิยบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา นั่งไล่เบอร์ที่คุ้นเคยก่อนจะกดหาใครบางคนเล่นๆและกดตัดอย่างทันท่วงทีเมื่อนึกได้ว่าเงินในมือถือติดลบจากการโทรศัพท์เมื่อตอนก่อนเข้าร้านไปเสียแล้ว

 

แต่โทรศัพท์ก็ดังขึ้น...

 

ผมคว้ารับก่อนจะกรอกเสียงลงไป...เสียงของใครบางคนตอบรับกลับมาดูงัวเงียเหมือนคนเพิ่งตื่น เราคุยกันนาน...ทั้งเรื่องมีสาระและไร้สาระ แต่โดยสรุป...เราคุยกันนานเหลือเกิน

 

นานพอที่เรื่องขุ่นข้องหมองใจเมื่อคืนก่อนหน้านี้...จะจางหายไปได้

 

ผมรู้ดีว่าการที่เดินออกมานั่งรถไฟฟ้าจนถึงใจกลางเมืองอย่างสยามแแสควร์นั่นเป็นเพียงแค่ข้ออ้างข้อหนึ่งเท่านั้น ที่จะใช้หลบเลี่ยงหรือหลบหนีจากอะไรบางอย่างที่ฝังตัวอยู่ในหัวออกไป...และการได้พูดคุยก็เหมือนกับการได้ระบาย...ได้โยนเรื่องไม่เป็นเรื่องนั้นทิ้งไป

 

เราสองคนคุยกันจนกระัทั่งระดับน้ำลดลง ฟุตบาทเริ่มแห้ง ผมจึงขอตัดสายลงเสียทีพร้อมกับพึมพำคำขอบคุณอีกรอบที่อีกฝั่งสายคงไม่ได้ยิน...

 

ผมจ่ายเงิน เดินออกจากร้าน พร้อมความรู้สึกใหม่ที่แตกต่างไปจากกค่ำคืนที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง...เพราะมันทำให้ผมรู้ว่า บางเวลาแค่มีคนอยู่ข้างๆ มันก็ดีที่สุดแล้ว...

และนั่นคงต้องขอขอบคุณสองสายนั้นที่ได้อยู่พูดคุยยามเหงาใจถึงขีดสุดนั่นด้วยล่ะนะ, จริงไหม?

.

.

.

Fin.

 

[Ori?] In Silence...

posted on 12 Nov 2009 19:13 by aki657  in FanFic

 

 

"นี่..."

ผมส่งเสียงเรียกเขาแผ่วเบาราวกับกระซิบกับตัวเองหากเขาก็เงยหหน้าขึ้นมามองพร้อมกับอาการเลิกคิ้วน้อยๆแทนคำถาม...และเมื่อเขาเห็นว่าผมยังเลือกที่จะเงียบต่อไป มือขาวจัดนั่นก็เลื่อนห่างจากหนังสือและเอื้อมมาหาผมแทน

"มีอะไรครับ?"

เขาเอ่ยพลางลูบหัวผมเบาๆ ผมหลับตา สั่นหัว และปล่อยให้เขาทำตามใจชอบ...เสียงหัวเราะดังขึ้นให้ได้ยินเบาๆ ก่อนสัมผัสที่ได้รับจะผละห่างออกไป

"อ้อนผมอยู่เหรอ?"

"ก็...ใช่มั้ง?"

ผมตอบรับเสียงอู้อี้ก่อนจะเอนหลังกลับไปพิงกองหมอนระเกะระกะที่ตั้งไว้แต่แรก เขายิ้มอ่อนโยนก่อนจะเอ่ยถามต่ออย่างคนใจดี

"เหนื่อยเหรอครับ?"

"ไม่...ไม่เชิงหรอก" ผมปฏิเสธอย่างลังเล "....คิดว่างั้นนะ"

"พักสักหน่อยมั้ย?"

"ตอนนี้ก็พักอยู่นี่?"

"หมายถึงงาน...ที่คุณตั้งใจจะทำต่อจากนี้ต่างหาก"

"ถ้าอย่างนั้นคงไม่ได้หรอก..."

ความเงียบงันโรยตัวลงก่อนที่เขาจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

"ถ้าเลือกแล้วก็อย่าเสียใจ..."

"ไม่ได้เสียใจเสียหน่อย" 

ผมเถียง เรียกเสียงหัวเราะแผ่วเบาอีกระลอก

"ผมรู้..."

"แล้วทำไมยังพูดแบบนั้น?"

"ถึงยังไงคุณก็เหนื่อยจริงๆไม่ใช่เหรอ?"

"...นั่นก็ใช่"

"ผมกับคุณ...ไม่สิ, ผมมาจาก [[ข้างใน]] ของคุณ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผมจะรู้สิ่งที่ลึกกว่าสิ่งที่คุณแสดงออกมาให้คนอื่นเห็น"

"อื้อ...นั่นก็ใช่อีก"

มือขาวจัดแแถมยังเย็นเฉียบจนเกือบไม่ใช่มือของมนุษย์เลื่อนมาลูบหัวผมแผ่วเบา สัมผัสอุ่นไอด้วยความอ่อนโยนลอยจางอยู่ในบรรยากาศทำให้ผมเผลอหลับตาลงอีกครั้ง

"เพราะฉะนั้น..."

เสียงกระซิบนุ่มนวลดังขึ้นราวกับลอยล่องมาตามสายลมจากดินแดนอันห่างไกล

"หลับซะเถอะครับ..."

ร่างของใครบางคนสวมกอดผมไว้...

ร่างเย็นเฉียบหากให้ความรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด...

"ผมจะอยู่ข้างๆคุณเอง..."

.

.

.

แล้วท่ามกลางความเงียบนั้น...

ดูเหมือนว่า...ผมจะได้ยินเสียงของ...ลมหายใจ

.

.

.

Fin.