Life

[Life] เวิ่นเว้อ~

posted on 15 Dec 2009 19:32 by aki657  in Life

 

เอนทรีนี้เป็นการเวิ่นเว้อไปเรื่อยๆของเจ้าของบล็อก

และมีการพาดพิงถึงบุคคลที่สามอย่างจงใจ

 

ไม่ได้กำลังเครียด (เพราะเครียดไปแล้วเมื่อเช้า) แต่รู้สึกอยากเขียนด่าขึ้นมา (ฮา)

อนึ่ง, หากรู้จักกันระดับหนึ่งจะทราบว่าจขบ.มิใช่พวกนิยมการนินทา ตลอดจนเกลียดการดูถูกคนอื่นอย่างเข้าไส้ แต่ถ้ามีเรื่องให้หงุดหงิดขึ้นมาก็จะมีทางเลือกสองทาง คือ อาละวาดโดยตรงกับเจ้าตัว (ซึ่งไม่ค่อยทำบ่อยนัก) หรือ เก็บกดเอาไว้จนลืมไปเอง (อันนี้บ่อยกว่า)

แต่วันนี้ขอเลือกทางที่สาม คือ เอามานินทาลงบล็อกรับปีใหม่...

 

วันนี้ไปทำงานเเต่เช้าครับ หอบโน้ตบุ๊กออกจากบ้านทันเห็นซากรถเมล์ยูโรทูที่พุ่งชนเสาไฟฟ้าข้างทางจนไฟฟ้าดับไปทั้งแถบ เดินเซๆ อย่างเมาๆ ขึ้นรถไฟฟ้าต่อรถเมล์ที่ห้อตะบึงอย่างกับจะ Go with the devil ที่ไหนก็ไม่ทราบ ไปต่อเรือข้ามฟาก ถึงที่ทำงานอย่างปลอดภัยตั้งแต่เจ็ดโมง

 

แท้จริงแล้วจุดประสงค์ที่ออกแต่เช้า จนไม่ได้กินข้าวบ้าน ก็เพราะว่าเมื่อคืนง่วงจัด จนขอลาไปนอนตั้งแต่สามทุ่ม งานการที่เพิ่งเข้าเมล์มาไม่ได้แตะสักประโยค ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตีสาม ก็มีค่าแค่การตะกายขึ้นมากดปิดและพุ่งตัวลงไปนอนต่ออย่างสวยงามจนตีสี่กว่า ๆ จึงได้ฤกษ์สะดุ้งตื่นเพราะฝันร้าย

 

โอ้ละหนอ...

 

แน่นอนว่าจขบ.ไม่มีปัญญาปั่น content ตามที่โปรแกรมเมอร์ปรารถนาอยากได้เสร็จภายในสามสิบนาที ทางออกเดียวคือ รีบแต่งตัวออกจากบ้าน ไปทำที่ทำงาน และโดดกิจกรรมวิชาการที่ภาควิชาจัดทุกอาทิตย์ที่หนึ่งและสามของเดือน

 

จขบ. มิโปรดปรานการโดดเรียน ไม่ว่ากรณีไหนตั้งแต่เมื่อก่อนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในประวัติการทำงาน ถ้าไม่ติดประชุมอื่นก่อน หรือ เจ็บป่วยเจียนตายจนต้องลาหยุด จขบ.ไม่โดดอะไรแบบนี้แน่นอน...

 

รวมถึงกรณีไปสายด้วยความตั้งใจด้วย...

 

แต่แล้วเมื่อเช้า เมื่อจขบ. ไปถึงที่ทำงาน ฟาดพายแอปเปิ้ลที่ซื้อจากร้านการบินไทยด้วยเวลาอันรวดเร็ว และแจ้งพี่ ๆ คนอื่นว่าขอโดดมาทำ content เว็บไซต์ ตามที่โปรแกรมเมอร์แจ้งมาว่าจะเอาพรุ่งนี้ (วันที่สิบหก) ก่อนนะ ขออภัยอย่างสูงที่ไม่ได้เข้า (ซึ่งจริงๆเข้าไปแล้วมันก็แค่นั่งฟัง เราไม่มี active role อะไรหรอก) เพราะถ้าโปรแกรมเมอร์จะเอาพรุ่งนี้ หมายความว่าข้าพเจ้าต้องทำเสร็จภายในเช้านี้เพื่อให้อาจารย์หมอเจ้าของโครงการตรวจก่อนส่ง

 

มันคงไม่มีอะไรถ้าวันนี้จขบ.ไม่มีคนไข้ช่วงสิบโมง...

จนต้องโดด grand round ไปโดยปริยาย...

และมีเสียงนึงที่สาดลงมาให้ได้ยินว่า "ไม่ได้เรื่องเลย เด็กพวกนี้"

 

เสียงนั่นมาจกาหญิงนางหนึ่ง ซึ่งปกติจขบ.ก็เห็นเธอเข้ากิจกรรมวิชาการสายเป็นประจำ ลาหยุดก็บ่อยพอสมควร แถมบางทียังฝากคนอื่นแปะบัตรออกให้ แล้วตัวเองไปนอนให้เขานวดอยู่หลายรอบ...

 

ก็รู้นะ ว่าคุณเธอมีอายุมากกว่า ประสบการณ์ทำงานสูงกว่า เก่งกว่า บ้านรวยกว่า แต่งงานแต่งการมีสามีพร้อม ขับรถคันเป็นล้านมาทำงาน (แบบชิลๆ...ในความคิดของข้าพเจ้า)

 

เฮ้ยๆๆ ทั้งที่คุณบอกว่า กิจกรรมวิชาการต้องมาเป็น priority แรก แต่คนที่มีคนไข้อยู่แล้ว คุณก็ต้องให้เขางดเรอะ? คนที่มีงานอื่นค้าง และเร่งทำ คุณต้องให้เขางดเรอะ? คนที่มีตำแหน่งที่ต้องดูแลทั้ง OPD IPD และอื่นๆอีกมากมาย คุณต้องให้เขาเข้าฟังจนไม่มีเวลาเตรียมเคสงั้นเรอะ?

 

ไอ้ที่ว่ามานี่ หมายความว่าวันนี้มี "เด็กพวกนี้" อยู่สามหน่อที่โดนสาดเสียงแบบนี้ลงมาใส่ล่ะ

และบังเอิญเหลือเกินที่ จขบ. เป็นหนึ่งในนั้น...

 

"ผมว่ามันไม่ยุติธรรม..."

 

นี่คือสิ่งที่พูดออกมากับพี่อีกคนอย่างตรงไปตรงมา เพราะเมื่อเทียบกันแล้ว เอาแบบยกหางตัวเอง จขบ. หอบงานกลับมาทำที่บ้านดึกดื่นเที่ยงคืนเป็นประจำนะครับ จนพ่อแม่ถามว่าทำงานเกินเงินเดือนไปมั้ย? แล้วงานที่ต้องทำวันนี้ก็เป็นงานด่วนของจริง จะให้ส่งงานช้าจนโดนปรับเป็นหมื่นก็ใช่ที่ (แน่ล่ะ, ไม่ใช่เงินคุณนี่? มันเงินโครงการที่คุณไม่มีส่วนรับผิดชอบแม้แต่น้อย) แล้วถ้าให้ทวงบุญคุณกันตรงๆ กี่งานแล้วที่ จขบ. รับมาทำให้โดยไม่บ่นอะไร แต่โดนคุณเอาไปว่า นินทาลับหลังน่ะ กี่งานแล้วครับ?

 

ไม่ได้ต้องการชื่อหรืออะไรหรอกนะ แต่มันทำให้พาลพาโลมาเลย เวลาหญิงนางนี้เข้ามาคุยด้วย จะรู้สึกรำคาญ ขี้เกียจฟัง และอคติโคตรๆ (พาลให้ไม่เข้าใจว่า จะเห่ออะไรนักหนากับการแต่ง OPD รับงานปีใหม่ เห็นอยู่หลายบ่ายที่เธอจะเดินมาชี้ ๆ สั่ง ๆ ให้คนนู้นคนนี้ปีนขึ้นเอาสายรุ้งไปติด...งานการไม่มีทำเรอะคุณ?)

 

รู้สึกเซ็ง ๆ เบื่อ ๆ กับหญิงนางนี้มาก ชักไม่อยากเจอหน้ามากขึ้นทุกที

 

กลัวอยู่อย่างเดียวคือ เผลอสวนกลับ เวลาที่เขาแซวมา (อ้อ, อีกอย่างที่อยากโวยวายคือ เธอช่างชอบแซวแบบไม่น่าฟังทั้งที่เราอยู่เฉยๆมาเสียหลายรอบ...โดยเฉพาะเรื่องแฟน...ไม่มีไม่ตายนะครับ คุณ) เพราะถ้าสวน นั่นหมายถึง ไม่ต้องมองหน้ากันจะดีกว่า

 

พิมพ์ไปพิมพ์มา มันจะยืดยาวไปกว่านี้อีกเยอะ เพราะวีรกรรมเธอ สำหรับ จขบ. แล้ว "รำคาญลูกตา" มาก เมื่อไหร่จะไปไกลๆกันได้ซะที (คงยาก...เพราะผมไม่มีแนวคิดที่จะลาออกจากที่นี่เพียงเพราะผู้หญิงน่ารำคาญคนเดียว)

 

หงุดหงิดจนหายหงุดหงิดแล้ว แต่ไม่รับประกันว่าจะหงุดหงิดกับคุณเธอขึ้นมาอีกเมื่อไหร่?

 

เพราะฉะนั้น โปรดระวัง ว่าวันดีคืนดี อาจมีบล็อกทำนองนี้เกิดขึ้นมาอีก เมื่อความอดทน เริ่มปริเป็นรอย...

 

สวัสดี

 

ป.ล. เอนทรีนี้อาจมีการทำลายตัวเองเมื่อพอใจ

 

 

 

 

 

[Ori?] Better...

posted on 14 Nov 2009 20:50 by aki657  in Life

 

ฝนตกอีกแล้ว...

 

ผมหมุนหลอดน้ำดื่มในแก้วไปมาขณะที่สายตายังจับจ้องไปยังตัวหนังสือที่ไล่เรียงเป็นระเบียบในมือ...หนังสือรวมเรื่องสั้นของโอตสึ อิจิที่ผมซื้อมาตั้งแต่งานสัปดาห์หนังสือเมื่อคราวที่แล้ว หรือบางทีอาจเป็นสองคราวที่แล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้อ่านเสียที...จนมาวันนี้ผมถึงได้ฤกษ์หยิบมันติดกระเป๋าออกมาด้วย และได้มีโอกาสอ่านมันจนจบจนได้...

 

แน่ล่ะ, ในเมื่อฝนตกไม่หยุดมาร่วมสองชั่วโมงแล้วนี่?

 

ผมถอนหายใจเมื่อเริ่มรู้สึกล้าสายตาก่อนจะปิดหนังสือในมือลงและเขม้นมองฝ่าม่านฝนที่ร่วงหล่นเอาเป็นเอาตายอยู่ด้านนอกร้านที่ผมบังเอิญเลี้ยงเข้ามาเพราะว่าหิวโดยไม่ใส่ใจจะมองชื่อร้านด้วยซ้ำ...ร้านอาหารเล็กๆที่เมนูไม่ได้มากมายอะไรแทรกตัวอยู่ใต้โรงภาพยนตร์กลางสยามแสควร์กลายเป็นที่พักพิงชั่วคราวหลังจากจู่ๆท้องฟ้าที่สว่างจ้ามาหลายวันกลับมืดครึ่มและหักหลังคนที่อยู่ใต้ผืนฟ้านี่หน้าตาเฉย...ผมถอนหายใจอีกรอบก่อนจะหันไปสั่งกาแฟอีกแก้วจากพนักงานเสิร์ฟพลางนึกคำนวนถึงค่าใช้จ่ายในวันนี้

 

แท้จริงแล้ววันนี้ผมแค่ตั้งใจออกมาเอาพายบลูเบอรรี่ที่มีคนใจดีทำมาเผื่อ...ให้เป็นหนูลองยาเพียงเท่านั้น แต่การนัดเจอกันที่รถไฟฟ้าสยามแสควร์นี้ ทำให้ผมคิดว่าไม่น่าออกมาเพียงแค่ธุระอย่างเดียวแต่น่าจะหาอะไรอย่างอื่นแนบท้ายไปด้วยเป็นของแถม

 

หลังจากลังเลใจระหว่างการเดินเล่นที่ร้านหนังสือ กับการฆ่าเวลาที่ร้านหนังสือ...ผมกลับเดินเลี้ยวขึ้นชั้นสองของโรงภาพยนตร์ กวาดสายตาไปตามตารางบอกรอบฉาย ยกนาฬิกาขึ้นเทียบเวลา และหมุนตัวหลับไปซื้อตั๋วก่อนจะเดินเข้าโรงไปหน้าตาเฉย...

 

สองชั่วโมงหมดไปกับหนังรักกรุ่นไออุ่นดีๆสักเรื่องก็ไม่เลวนักสำหรับวันนี้...ผมเดินออกจากโรงหนังมาด้วยความอิ่มใจ หยุดดูรายชื่อผู้กำกับที่โปสเตอร์หน้าโรงหนัง ยิ้มให้กับตัวเอง ก่อนจะก้าวเท้าลงมาที่ชั้นหนึ่ง...

 

เยี่ยม, ฝนกำลังตก...

 

ผมเอามือล้วงลงกระเป๋ากางเกงยีนส์ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นเปิด ลังเลใจอยู่เสี้ยววินาทีก่อนจะกดหาเลขหมายปลายทางที่ผมจำเลขนั่นไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว หากอาศัยเทคโนโลยีเข้าช่วยในการมองปราดหารายชื่อที่ทำการบันทึกเอาไว้แทน

 

"ฝนตกล่ะ..."

"หงุดหงิดอยู่อะดิ...?"

"นิดหน่อย...หิวด้วย"

"ว้า, แย่จัง"

น้ำเสียงเริงรื่นขัดกับคำพูดถูกส่งมาให้ ผมยิ้มก่อนจะเปลี่ยนมือที่ถือโทรศัพท์ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปยังร้านค้าที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านหลัง

"กลับไม่ได้"

"ไม่ได้เอาร่มมาเหรอ?"

"อื้อ"

"อย่างนี้แหละ ฟ้าฝน เอาแน่เอานอนไม่ได้"

"อื้ม...หิว"

ผมหยุดมองรองเท้าที่ตั้งโชว์อยู่เล็กน้อยก่อนจะเดินต่อไปโดยไม่่ได้แวะเข้าไป

"ย้ำจัง...พายนั่นล่ะ?"

"กินไม่ได้ ไม่มีที่กิน"

"น่าสงสารจริง..."

 อีกฝ่ายตอบกลับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

"แวะหาที่นั่งสักร้านแล้วหาข้าวกินไป...กินช้าๆฆ่าเวลา"

"อื้อ, หาอยู่..."

"เจอยัง?"

"ตรงนั้นเหมือนมีร้านบะหมี่?"

"ก็ไปกินไป...แล้วค่อยคุยกันทีหลัง"

"อื้อ"

 

ผมกดตัดสายขณะผลักเปิดประตูร้าน ร้านไม่ได้แน่น แต่เกือบทุกโต๊ะได้รับการจับจอง ผมได้ที่นั่งเดียวติดเคาน์เตอร์ทำอาหาร...ผมไม่สนใจ ตอนนี้ขอแค่อะไรร้อนๆเข้าปากขัดกับบรรยากาศเย็นชืดรอบตัวก็เพียงพอ

 

ขณะรออาหารมาเสิร์ฟ ผมกดโทรศัพท์โทรรายงานตัวกับที่บ้านพลางมองออกไปนอกหน้าต่างร้าน พอที่จะได้เห็นระดับของลมที่แรงมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมระดับน้ำที่ขึ้นสูงจนเกือบถึงฟุตบาท...

 

เยี่ยม, จากฝนกลายเป็นพายุ...

และต่อจากพายุ...คือน้ำท่วม

 

ผมถอนหายใจอย่างเซ็งๆก่อนจะทุ่มความสนใจให้กับอาหารและต่อด้วยหนังสือในมือ แต่จนแล้วจนรอดก็สถานการณ์ก็ดูเหมือนไม่ดีขึ้น...น้ำท่วมสูงเหนือฟุตบาท ทะลักสูงเกือบครึ่งล้อรถที่จอดอยู่ด้านนอก

 

อีแบบนี้ จะพูดว่าเยี่ยมก็คงพูดไม่ออก...

 

จากที่ถอนหายใจอยู่หลายรอบ ผมเพิ่งจะมานั่งนึกขำกับเรื่องที่ผ่านมาวันนี้...ทั้งที่ตอนแรกก็นั่งทำงานอยู่กับบ้านดีๆ ไหงต้องออกมาลำบากลำบนแบบนี้ด้วย? แต่ก็นั่นล่ะ ถ้ากลับบ้านไปซะตั้งแต่แรกที่ได้รับของ ตอนนั้นฝนก็ยังไม่่ตก หรือถ้าเข้าร้านหนังสือก็คงไม่เสียเวลาเท่ากับดูหนัง หรือถ้า...

 

มันก็มีแต่คำว่า"ถ้า"ทั้งนั้น...

แต่ถ้ามองอีกแง่...มันก็คืออดีตที่แก้ไขไม่ได้

 

ประโยคนั้นผมเคยได้มาจากนิยาายที่เคยอ่านมาแสนนาน แต่ช่างเถอะ, นึกเรื่องนั้นได้ตอนนี้ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ผมหหยิยบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา นั่งไล่เบอร์ที่คุ้นเคยก่อนจะกดหาใครบางคนเล่นๆและกดตัดอย่างทันท่วงทีเมื่อนึกได้ว่าเงินในมือถือติดลบจากการโทรศัพท์เมื่อตอนก่อนเข้าร้านไปเสียแล้ว

 

แต่โทรศัพท์ก็ดังขึ้น...

 

ผมคว้ารับก่อนจะกรอกเสียงลงไป...เสียงของใครบางคนตอบรับกลับมาดูงัวเงียเหมือนคนเพิ่งตื่น เราคุยกันนาน...ทั้งเรื่องมีสาระและไร้สาระ แต่โดยสรุป...เราคุยกันนานเหลือเกิน

 

นานพอที่เรื่องขุ่นข้องหมองใจเมื่อคืนก่อนหน้านี้...จะจางหายไปได้

 

ผมรู้ดีว่าการที่เดินออกมานั่งรถไฟฟ้าจนถึงใจกลางเมืองอย่างสยามแแสควร์นั่นเป็นเพียงแค่ข้ออ้างข้อหนึ่งเท่านั้น ที่จะใช้หลบเลี่ยงหรือหลบหนีจากอะไรบางอย่างที่ฝังตัวอยู่ในหัวออกไป...และการได้พูดคุยก็เหมือนกับการได้ระบาย...ได้โยนเรื่องไม่เป็นเรื่องนั้นทิ้งไป

 

เราสองคนคุยกันจนกระัทั่งระดับน้ำลดลง ฟุตบาทเริ่มแห้ง ผมจึงขอตัดสายลงเสียทีพร้อมกับพึมพำคำขอบคุณอีกรอบที่อีกฝั่งสายคงไม่ได้ยิน...

 

ผมจ่ายเงิน เดินออกจากร้าน พร้อมความรู้สึกใหม่ที่แตกต่างไปจากกค่ำคืนที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง...เพราะมันทำให้ผมรู้ว่า บางเวลาแค่มีคนอยู่ข้างๆ มันก็ดีที่สุดแล้ว...

และนั่นคงต้องขอขอบคุณสองสายนั้นที่ได้อยู่พูดคุยยามเหงาใจถึงขีดสุดนั่นด้วยล่ะนะ, จริงไหม?

.

.

.

Fin.

 

[Life] It's not everytime...

posted on 22 Oct 2009 12:11 by aki657  in Life

 

ไม่ใช่ทุกครั้งที่คุณจะมีคนที่คุณต้องการอยู่ข้างกาย

ไม่ใช่ทุกครั้งที่คุณจะอ้าปากพูดบอกความคับข้องใจของคุณให้ใครฟัง

ไม่ใช่ทุกครั้งที่สิ่งที่คุณคิดว่าดีที่สุดมันจะดีเสมอไป

 

และก็ไม่ใช่ทุกครั้ง

ที่คุณจะยืนอยู่อย่างเข้มแข็งได้

 

แต่สุดท้ายแล้ว

มันก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่คุณจะอ่อนแอจนลุกไม่ไหว

 

เอาวะ, สุดท้ายก็ต้องเดินต่อไปข้างหน้าอยู่ดี

เพราะงั้น...เลิกเศร้าได้แล้ว

 

(เอนทรีนี้ก็แค่พยายามบอกตัวเอง...แบบนั้นให้ได้)

 

(เพราะฉะนั้น นี่ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงใหญ่โต...และจขบ.ก็ไม่ได้อาการหนักเจียนตาย)

 

(อย่างน้อย...ก็เชื่อว่าเป็นแบบนั้น)