FanFic

[BATMAN Fic] Silent scream

posted on 18 Jun 2008 13:33 by aki657  in FanFic

 

 

ใจเย็นๆ...ยังไม่ได้ย้ายfandomแต่อย่างใด

มีคนขอมาเป็นของขวัญวันเกิด เราก็จัดการให้ตามศรัทธา 55+

WARNING Y TYPE!!! นะ ขอบอก~~

 

 

Batman fanfiction

Tilte: Silent scream
Pairing: Bruce x Jason
Rate: PG-15
Author: aki

Note: อย่าคาดหวังอะไรกับมันมาก...และแฮปปี้เบิร์ทเดย์ครับพี่สาว



*********************************************************



“แบทแมน!!??”

ผมตะโกนขึ้นสุดเสียง...มือทั้งสองข้างผลักทุบสิ่งที่กั้นขวางอยู่ตรงหน้า แต่มันก็ไม่มีวี่แววขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย...

คราบเลือด รอยช้ำ และคราบน้ำตาที่ไหลลงมาเป็นทางจากหางตาไม่ได้ทำให้ผมใส่ใจได้เท่ากับสิ่งเดียวที่ติดค้างอยู่ภายใน...

ชื่อเดียว...
คนๆเดียว...

ที่หลงค้างในห้วงความทรงจำอันว่างเปล่า...

ผมกรีดร้อง...ตะโกนเรียกชื่อของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ เขาก็ไม่ปรากฏตัวเสียที...

คุณอยู่ที่ไหน?
คุณอยู่ที่ไหน...แบทแมน?

คุณอยู่ที่ไหน...บรูซ?

.
.
.

"It's him or me you have to decide."

จะเป็นมันหรือผม...?

คนที่คุณเลือกให้มีชีวิตอยู่ต่อไป...

ผมขบกรามแน่นพลางกดปากกระบอกปืนลงบนหัวของตัวประกัน... โจกเกอร์ยังคงแสยะยิ้มและหัวเราะราวกับคนบ้า ขณะที่คนตรงหน้าเพียงแค่พึมพำอะไรบางอย่างแผ่วเบา...

น้ำตาที่ไหลลงมา...ทำให้ภาพตรงหน้าพร่าเลือน...

“อะ...”

ผมผงะหงาย...ก่อนจะเซถอยหลังไปสองสามก้าว
มือที่ถือปืนคลายออกและปล่อยให้มันร่วงลงสู่พื้น...

.
.
.
แล้วทุกสิ่งที่เห็นก็กลายเป็นเหมือนภาพย้อนกลับในม้วนวิดีโอ...
ตั้งแต่วินาทีที่แบทแมนเขวี้ยงอาวุธเข้าใส่ผมจนกระทั่งวันแรกที่ผมพบกับเขา...

สุดท้ายคนที่คุณเลือก...ก็ไม่ใช่ผมสินะ?

.
.
.

โลหิตสีแดงระบายไปทั่วพื้นคอนกรีตเย็นเฉียบ...
และเท่าที่ผมเห็น...มันก็ได้ระบายไปทั่วท้องฟ้าสีดำมืดของก็อทแฮม

ผมสำลักเลือดที่ไหลย้อนขึ้นมาตรงลำคอ แต่พอคิดจะยกมือขึ้นกดห้ามเลือดตามสัญชาตญาณ เรี่ยวแรงที่เคยมีก็กลับหายไปเสียจนหมด...

แล้วสายฝน...ก็ไหลรินลงมาจากปลายหางตา...

.
.
.

“บรูซ!!!!!!”

ผมตะโกน...กรีดร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากส่วนลึกสุดของผืนดิน มือทั้งสองข้างตะเกียกตะกายขุดไล่กองดินที่ทับให้ทั้งร่างจมดิ่งลงเรื่อยๆ...

ชื่อเดียวในความทรงจำ...

แต่ทั้งอย่างนั้น...

ทำไมคุณถึงไม่อยู่ตรงนี้?
ทำไมคุณถึงไม่ยื่นมือมาหาผม?
ทำไมคุณไม่กอดผมไว้?
ทำไมคุณถึงไม่ฆ่าโจกเกอร์ซะ?

ทั้งๆที่มันพรากผมไปจากคุณ...
ทั้งๆอย่างนั้นแล้ว...

คุณก็ยังเลือกที่จะฆ่าผม...

.
.
.

Look in my eyes…
And please say you want me again…

‘Cause all I want is you…

But…

You’re killing me…
And deny my silent scream…

You’re killing me…

Killing me…

 

 

 

 

-Fin-

 

 

 

*** EDIT zone

คิดว่าหลายคนที่เข้าบล็อคนี้คงไม่เก็ทเรื่องของแบทแมนแหงๆ

เพราะงั้นเราจัดทำลิงค์ต้นกำเนิดฟิคเรื่องนี้ไปเลยแล้วกันฮะ

 

บล็อคของพี่สาว Lemoned Shake 

>> Batman meet Jason Todd

>> Batman & the 2nd Robin review (Y)  

>> Batman: The return of Jason Todd review 

>> Jason Todd- My angst little robin 

 

 

 

edit @ 18 Jun 2008 20:57:04 by aki

[KHR fic] You want to make a memory

posted on 11 Jun 2008 22:44 by aki657  in FanFic

 

อัพรูปไม่ได้ เลยขออู้ตามเคย...

Tag character ของน้องเอินคงต้องรอไปอีกสักพักอะนะ...
ตอนนี้เอาฟิคไปก่อนก็แล้วกันเน้อ~



Katekyo Hitman Reborn!

Title:     You want to make a memory
Pairing: 8059
BGM:    (You want to) make a memory [by…Bon Jovi]
Rate:    PG-13
Author:    aki

Note:    อาการเสี้ยน หลังจากคอมพ์หายพัง และเสียงนุ่มๆของ Bon Jovi...ส่วนผสมที่ทำให้กลายเป็นฟิคนี้ (ว่าแต่ XS ที่เขียนค้างไว้กับรายงานที่ต้องส่งก่อนจบล่ะ!? =[]= ) ที่สำคัญ มันมึนแหลกลาญ (-*-)   อย่างไรก็ตาม, เชิญติชมได้ตามอัธยาศัย...

****************************************************************

เคยสงสัยมั้ยครับ...ว่ากาลเวลามันเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวคนไปบ้าง?

เซลล์ผิวของมนุษย์...
การหมุนเวียนเลือด...
สีของเส้นผม...
ความนึกคิด...

แม้จะไม่ทันตระหนักชัด แต่ดูเหมือนว่าในแต่ละช่วงเวลา...แต่ละวินาที...มนุษย์เราต่างมีการเปลี่ยนแปลงกันไปทีละน้อย

เสียงเปิดประตูดังขึ้นก่อนจะตามด้วยเสียงฝีเท้าซึ่งเบาแสนเบา ที่ดูเหมือนเจ้าตัวจะติดเป็นนิสัยจากการฝึกไปเสียแล้ว และแม้ว่าผมจะจับเสียงนั้นได้แต่ก็ไม่ได้หันกลับไปตามสัญชาตญาณ  หากสิ่งที่เกิดขึ้นในใจกลับเป็นเพียงแค่...อืม, ในที่สุดก็มาจนได้...หรืออะไรทำนองนั้น

เสียงกระทบระหว่างกันของขวดแก้วกับโต๊ะกระจกดังขึ้นให้ได้ยินก่อนจะตามด้วยเสียงฝีเท้าอีกครั้งของร่างสูง...

อ้อมแขนอุ่นๆสวมกอดจากด้านหลังทำให้ผมต้องละมือจากราวระเบียงกั้นที่จับอยู่ พร้อมกับส่งเสียงบ่นออกไปตามนิสัย

“อึดอัด...”

เขาส่งเสียงหัวเราะเบาๆก่อนจะเปลี่ยนมายืนข้างๆแทน   ดวงตาสีดำสนิทมองตรงมาที่ผมพร้อมกับส่งรอยยิ้มที่เห็นจนเจนตามาเป็นสิบปี...

ผมเสมองกลับไปที่ท้องฟ้ายามราตรีเบื้องหน้า   อาจเป็นเพราะคฤหาสน์ของวองโกเลตั้งอยู่เขตนอกเมืองก็เป็นได้  เวลานี้ผมถึงได้มองเห็นดวงดาวมากมายกระจายแต่งแต้มไปทั่วท้องฟ้า

เราสองคนยืนเงียบๆกันอยู่ตรงนั้นโดยไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก   ราวกับต้องการปล่อยให้กระแสของกาลเวลาไหลเรื่อยผ่านซอกนิ้ว เหมือนกับมวลอากาศตรงหน้า... ผมก้มลงมองมือที่ว่างเปล่าของตัวก่อนจะกำมันเข้ามาช้าๆ...

สัมผัสของอากาศ...
ว่างเปล่า...แต่ก็สัมผัสได้...

ผมยิ้มรับความคิดของตัวเองก่อนจะหมุนตัวกลับเข้ามาในห้องก่อน... ร่างสูงยังคงยืนเล่นรับลมอยู่ตรงระเบียงอย่างนั้นอีกพักใหญ ่ถึงจะเดินตามกลับมาหาขวดไวน์ที่เขาตั้งไว้อยู่ก่อนแล้ว...

“ของฝาก...”

เขาเอ่ยเรียบเรื่อยก่อนจะจัดการรินของเหลวสีแดงก่ำดุจเลือดลงในแก้วสองใบ แล้วจึงยื่นส่งใบหนึ่งมาให้... ผมรับมันมาไว้ในมือโดยไม่ได้เอ่ยอะไรตอบพลางเอนหลังพิงลงกับพนักโซฟา และอีกฝ่ายก็ทำเช่นเดียวกัน...

น่าแปลก, ที่ทั้งๆที่เราแทบจะไม่ได้พูดอะไรกัน แต่บรรยากาศรอบกายมันกลับไม่อึดอัดอย่างที่ควรเป็นไป   หากแต่ตัวผมกลับรู้สึกคล้ายมีอะไรบางอย่างสวมกอดผมไว้หลวมๆแทน

เบาบาง...แต่ก็ชัดเจน

ผมหลุดจากภวังค์ความคิดตัวเมื่อได้ยินเสียงแก้วกระทบลงบนโต๊ะเตี้ยตรงหน้าแผ่วเบา... เมื่อเงยหน้าขึ้นจึงเห็นว่าร่างสูงกำลังมองมาที่ผม  

และเมื่อเราสบตากัน เขาก็เป็นฝ่ายหัวเราะออกมาเบาๆอย่างเคย

“ขำบ้าอะไรวะ?”

“นายต่างหาก...เหม่ออะไรอยู่?”

“ยะ...ยุ่งไม่เข้าเรื่อง!”

ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงได้ตอบไปแบบนั้น... การต่อล้อต่อเถียงเหมือนเมื่อครั้งอดีตหวนคืนกลับมาในห้องสี่เหลี่ยมแห่งนี้   

เขาหัวเราะ...
ผมโวยวาย...

เหมือนดังเช่นหลายปีที่ผ่านมา...
เหมือนดั่งเช่นที่เคยเกิดขึ้น...

.
.
.

เคยสงสัยมั้ยครับ...ว่ากาลเวลามันเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวคนไปบ้าง?

บางทีมันอาจเปลี่ยนแปลงอะไรไปมากมาย...
หรือบางทีมันอาจยังคงอยู่ เพียงแต่เราไม่เคยสังเกตเห็นมัน...

บันทึกในสมองมนุษย์ที่เรียกว่า “ความทรงจำ” กำลังทำงาน...

.
.
.

เราสองคนเงียบเสียงกันไปตอนไหนไม่รู้...

พอรู้สึกตัวอีกที ร่างสูงก็ขยับมานั่งข้างๆเสียแล้ว   แขนข้างหนึ่งของเขากำลังโอบผมไว้หลวมๆ ผมรู้สึกลังเลเล็กน้อย แต่ก็ตัดสินใจจะพิงร่างตัวเองไปบนตัวอีกฝ่าย...

เราสองคนนั่งกันอยู่แบบนั้น...

ไร้เสียงหัวเราะ...
ไร้เสียงโวยวาย...

มีเพียงเสียงลมหายใจที่ดังประสาน...

แตกต่าง...กับที่เคยเกิดขึ้น
แตกต่าง...กับหลายปีที่ผ่านมา

ม้วนเทปแห่งความทรงจำกำลังเก็บบันทึก...

เสียงโทรศัพท์มือถือของใครสักคนดังขึ้น  

เราสองคนสบตากันเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีใครขยับตัว...

เรายังคงนั่งกันนิ่งๆแบบนั้น ปล่อยให้เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจนพอใจและเป็นฝ่ายเงียบเสียงไปเอง

“ไม่รับแบบนี้จะดีเหรอ?”

“มันโทรศัพท์แกไม่ใช่เรอะไง เจ้าบ้าเบสบอล!”

ผมงึมงำตอบกลับไป พลางรับรู้ถึงแรงสะเทือนจากแผ่นอกที่ไหวกระเพื่อมและเสียงหัวเราะเบาๆจากอีกฝ่าย...

อ้อมกอดที่เคยปล่อยไว้หลวมๆนั้นกระชับให้แน่นเข้า

บางสิ่งที่เคยเบาบาง...กำลังชัดเจนขึ้น

.
.
.

แล้วสิ่งที่พวกเราทำ...
ก็เพียงแค่ปล่อยลมหายใจเข้าและออกอย่างเชื่องช้า...

.
.
.

เคยสงสัยมั้ยครับ...ว่ากาลเวลามันเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวคนไปบ้าง?

เซลล์ผิวของมนุษย์...
การหมุนเวียนเลือด...
สีของเส้นผม...
ความนึกคิด...

ความสัมพันธ์...?

บางสิ่งบางอย่างอาจเปลี่ยนแปลงจากกาลเวลาที่เคลื่อนผ่าน...

แต่เคยสงสัยกันมั้ยครับ...?
ว่าบางที...มันอาจไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง

หากแต่เป็นบางสิ่งที่ดำรงอยู่...
และค่อยๆชัดเจนขึ้นต่างหาก...

.
.
.

ผมได้ยินเสียงของลมหายใจที่ข้างหูและรู้สึกได้ถึงสัมผัสแผ่วเบาจากมือของร่างสูง... เขาลากมือผ่านบนท่อนแขนของผมขึ้นลงเชื่องช้าราวกับต้องการปลอบประโลม ก่อนจะเปลี่ยนเป็นกระชับดึงรั้งให้เข้าหา...

ริมฝีปากของเขาแตะสัมผัสแนบลงที่ข้างแก้ม เคลื่อนผ่านแผ่วเบาแต่เนิ่นนาน...

ไร้คำพูด...
แต่สามารถรับรู้ได้ถึงถ้อยความมากมาย...

ผมหันตัวกลับเข้าหา...ตอบรับสัมผัสเหล่านั้นพร้อมทั้งหลับตาลง ปล่อยให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็นไป...

แล้วเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้ร่างสูงเงยหน้าขึ้นสบตากับผมชั่วขณะ...

“จะไปรึเปล่า?”

ผมเอ่ยถามขณะที่หยุดมือไว้ที่กระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดที่สองของอีกฝ่าย... เขาเหลือบตามองโทรศัพท์ของตนที่ตั้งทิ้งไว้อยู่ไม่ไกลก่อนจะเบนสายตากลับมาที่ผมตามเดิม พลางส่งรอยยิ้มขี้เล่นเหมือนกับที่เคยเห็นจนเจนตา...

“ไม่ดีกว่า...”

.
.
.

กาลเวลาที่เคลื่อนผ่านอาจเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง...
ขณะเดียวกันมันอาจทำบางสิ่งให้เด่นชัด...

ความทรงจำถูกบันทึก ในทุกช่วงเวลา ทุกช่วงวินาที...

อาจจดจำ...
อาจลืมเลือน...

แต่เหตุการณ์นั้นก็ดำรงอยู่จริง...

ทุกสิ่งดำรงอยู่...
รอคอยให้เราบันทึกเก็บเกี่ยวเป็นความทรงจำ

Make it as a memory…

.
.
.

Fin.







[KHR Fic] A modern myth

posted on 06 Jun 2008 22:15 by aki657  in FanFic

วันนี้รีบอร์นเล่ม 13 ออก...

อยากบอกว่า...

"สุดยอดไปเลยครับ!"

ทำไมตอนอ่านสปอยด์แล้วยังเฉยๆ (แม้จะโวยวายไปกับหลายๆฉาก >//<)
แต่พอมาอ่านรวมเล่มแล้วยิ่งจิ้นกระเจิง ฉลามแลดูราชินีเหลือหลาย แล้วยังฉากที่บอส(รำพึง?)เรียกชื่อฉลามนั่นอีก...

ทำเอาคนอ่านคนนี้สติแตกบนรถไฟฟ้าเวลาประมาณสิบโมงเช้าเลยทีเดียว...

ศิริรวมวันนี้ ทั้งเสียเงินค่าการ์ตูนไป 3 เล่ม (รีบอร์น, โอรัง, สวิตช์) แล้วยังโดนสายตาแปลกๆจากผู้คนรอบข้างเวลาอ่านไปจิ้นไปอีกล่ะเออ~

ส่วนเรื่องในบล็อกคราวนี้ ก็ยังคงอู้ด้วยการเอาของเก่ามาหากินอ่ะนะ เหะๆ...

แต่ตอนนี้ก็เป็นตอนสุดท้ายแล้วล่ะ ยังไงก็คอมเมนท์ได้ตามอัธยาศัยล่ะเน้อ~




Katekyo Hitman Reborn!

Title : A modern myth
Paring : 1827
Rate : PG-13
BGM : ‘A Modern Myth’ from ‘30 Seconds to Mars’
Author : aki

Note : ตอนแรกว่าจะไม่เขียนแล้ว...แต่ว่าสุดท้ายก็คลอดออกมาจนได้แฮะ
ต่อเนื่องจาก ‘A beautiful lie’ และ ‘The Kill’ นะฮะ (อา, จะว่าไปก็เรียกว่าซีรีย์ก็ได้แล้วสินะ?)
จะว่าไป อารมณ์คุณฮิบารินี่เขียนยากชะมัดเลยล่ะ = =;;


********************************************************

“นี่ก็แค่ความฝัน....”

.
.
.

“เพราะเป็นความฝัน ทุกคนเลยสามารถพูดได้อย่างใจคิดไงล่ะครับ...”

.................................
....................
.........

ดวงอาทิตย์กำลังเคลื่อนคล้อยต่ำลงไปเรื่อยๆ....
และคงเพราะอย่างนั้น ทั่วทั้งห้องของผมในตอนนี้ ถึงได้ถูกอาบไล้ไปด้วยสีแดง...


...ดุจสีของโลหิต…

ผมยืนนิ่ง...ทอดสายตาลงต่ำไปเมืองเบื้องล่าง

หากตอนนี้ความวุ่นวายที่เคยมี กลับหลงเหลือเพียงแค่ความเงียบงัน

แม้แต่ฮิเบิร์ดที่มักส่งเสียงเจื้อยแจ้วก็ยังเกาะอยู่ที่ไหล่ของผมนิ่ง ราวกับรับรู้ถึงบรรยากาศอึมครึมในห้องสีเหลี่ยมแห่งนี้...

“คุณเคียว”

เสียงเคาะประตูดังขึ้นตามด้วยเสียงเรียกชื่อจากบุคคลที่ผมคุ้นเคยมานาน...

ผมยังคงยืนนิ่ง หันหลังให้กับบุคคลผู้เข้ามาใหม่...

เสียงฝีเท้าหยุดชะงักลงคล้ายลังเลก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้มากขึ้น...

“เราได้รับรายงานยืนยันแล้วครับ....”

“.....ว่ามาสิ”

“วองโกเลรุ่นที่ 10...ซาวาดะ สึนะโยชิ เสียชีวิตแล้วครับ”

“....................งั้นรึ” ผมตอบรับโดยที่ยังไม่ละสายตาจากเบื้องนอก...

ดวงอาทิตย์...กำลังจมดวงลงเรื่อยๆ…

“ฉันจะกลับญี่ปุ่น....” ผมเอ่ยขึ้น “จัดการให้ด้วย”

“ครับ” เสียงรับคำดังขึ้นก่อนที่เสียงฝีเท้าจะเคลื่อนห่างออกไป

แสงสีแดงที่สาดส่องเข้ามาค่อยๆเลือนหายไป...
...พร้อมกับความมืดมิดที่คืบเคลื่อนมาแทนที่

“ฮิบาริ...ฮิบาริ...”
เจ้าตัวปุกปุยสีเหลืองร้องขึ้นเบาๆ...หากก็ไม่ได้ร่าเริงเหมือนเคย

ผมยกปลายนิ้วแตะตัวมันเล็กน้อย...

เจ้าตัวเล็กพยายามเอาหัวกลมๆของมันถูปลายนิ้วที่สัมผัส ราวกับจะช่วยปลอบประโลม...

ผมเงยหน้าขึ้น...มองไปที่นภาสีดำมืดเบื้องบน

“สึนะ.....”

.
.
.

Did we create a modern myth?
Did we imagine half of it?
What happened then, a thought for now...

.
.
.

นี่คงเป็นความฝัน...

สายลมอุ่นเคลื่อนผ่านกายไปเชื่องช้า ส่งให้ยอดไม้ไหวเอนตามแรง...

ผมหันมองไปรอบๆตัว ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ...

“คิดจะเล่นอะไร?” ผมเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ ส่งผลให้มวลอากาศไหวกระเพื่อม

ก่อนที่ร่างของชายนัยน์ตาสองสีจะปรากฏขึ้นตรงหน้าพร้อมเสียงหัวเราะเช่นที่เคยได้ยิน

หากแต่คราวนี้...มันช่างแปลกแปร่งเสียเหลือเกิน

“นานๆที...มานั่งคุยกันสักหน่อยจะดีกว่าไหมครับ?”

อีกฝ่ายเสนอพลางเดินนำไปที่โต๊ะน้ำชาที่มีมาตั้งตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้โดยไม่รอคำตอบ

ผมเดินตามไปทรุดตัวลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม...

มุคุโร่หยิบกาน้ำชารินให้ผมก่อนจะรินให้ตัวเอง

ริมฝีปากบางนั่นขยับยิ้มจางแต้มเรื่อบนใบหน้าจนน่าหงุดหงิด...

“ชาชั้นดีเชียวนะครับ” เขาเอ่ยคล้ายเชิญชวนก่อนจะหยิบแก้วของตัวขึ้นจิบ...

ผมเหลือบตามองแก้วของตัวเองที่มีควันร้อนลอยขึ้นจางๆแล้วจึงเบนสายตากลับไปยังคนตรงหน้าอีกครั้ง

“นี่ก็แค่ความฝัน....” ผมพูดขึ้น “ถึงดื่มไปมันก็ไม่ใช่น้ำชาจริงๆอยู่ดีไม่ใช่เรอะ?”

“คึหึหึหึ...นั่นสินะครับ” เขาตอบรับง่ายดายพลางวางแก้วกลับคืนที่เดิม “...แต่ก็เพราะมันเป็นความฝันยังไงล่ะครับ”

“หมายความว่าไง?” ผมขมวดคิ้วนิดๆ...เริ่มรู้สึกอยากชักทอนฟาขึ้นมาประเคนบนใบหน้าของอีกฝ่ายสักรอบ

“คึหึหึหึ...คุณนี่ บางเรื่องก็หัวช้าซะจริงเลยนะครับ...”

“...............................” ผมขยับตัวหมายจะส่งอาวุธคู่ใจไปหาเจ้าของดวงตาสองสีสักที แต่ความรู้สึกในมือก็มีเพียงความว่างเปล่า...

ผมถอนหายใจเบาๆก่อนจะลดแขนลงตามเดิม

โลกของความฝัน.....
......โลกของมุคุโร่

“คึหึหึหึ...ใจร้อนจริงนะครับ” เขายิ้มยั่วก่อนจะลุกขึ้นยืน “จริงๆแล้วผมอยากให้คุณได้พบใครสักคนน่ะ”

“ใคร...?”

คำถามลอยค้างในบรรยากาศ เมื่อคนตรงหน้าหายไป...
...และกลับกลายเป็นใครบางคนที่ผมคิดไม่ถึงว่าจะได้เจอ

“คุณฮิบาริ…”

รอยยิ้มพร้อมถ้อยเรียกขานที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปจากครั้งแรกที่พบเจอทำให้ผมชะงักงัน...


.......ท้องนภาของฉัน.......

“ไม่เจอกันนานนะครับ....” ร่างเล็กเอ่ยก่อนจะทรุดกายลงนั่งแทนที่มุคุโร่ “สบายดีไหมครับ?”

“เล่นแบบนี้...คงอยากเสียเลือดจริงๆใช่ไหม มุคุโร่?” ผมตวัดเสียงอย่างหงุดหงิด แต่กลับเป็นเสียงหัวเราะเบาๆจากคนตรงหน้าแทน

“หึ หึ...ไม่ใช่มุคุโร่หรอกครับ” อีกฝ่ายเท้าคางพลางจ้องมาที่ผมตรงๆ “ซาวาดะ สึนะโยชิ ต่างหาก...”

“อย่ามาล้อเล่น!...” ผมเผลอตวาดลั่น

ใช่, จะเป็นไปได้อย่างไร...
ในเมื่ออีกฝ่าย....

“นี่น่ะ...เป็นความสามารถของมุคุโร่น่ะครับ...” ร่างเล็กเอ่ยขึ้นช้าๆก่อนที่จะเบนสายตาไปด้านอื่น “ที่ทำให้ผมมาอยู่ตรงนี้ได้...ชั่วคราว”

“................................”

“ผมน่ะ...ขอร้องเขาไว้ก่อนที่จะออกไป แล้วเขาก็อุตส่าห์ทำตามสัญญา...ดีจังเลยนะครับ...แต่ก็น่าเสียดายที่ผม...” อีกฝ่ายหยุดชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ

“..................................”

“รู้ไหมครับว่าผมมีเรื่องจะพูดกับคุณเยอะแยะเลยนะ....” เขาหันกลับมาหาผมแล้วเอ่ยต่อราวกับสิ่งที่พูดไว้เมื่อครู่ได้กลืนหายไปกับอากาศเสียแล้ว...

“...................................”

“ผมน่ะนะ...อิจฉาคุณฮิบาริมาตลอดเลย ทั้งความแข็งแกร่ง ความสุขุม...”

“....................................”

“แล้วก็ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่ผม.....เฝ้ารอคอยอะไรบางอย่างจากคุณมาตลอด...”

“ตั้งใจจะพูดอะไร?...”

ผมเอ่ยขึ้นเมื่ออีกฝ่ายนิ่งไป...ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตที่ไม่ต่างไปจากเมื่อสิบปีก่อนวูบไหว ก่อนที่ริมฝีปากบางจะคลี่ยิ้ม...

“ผมน่ะ...ชอบคุณมาตลอดนะครับ”

“....................นายมันก็แค่สัตว์กินพืชตัวนึง” ผมเอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปนาน

“ฮ่ะ ฮ่ะ...ว่าแล้วเชียวว่าต้องพูดแบบนี้” สึนะหัวเราะเบาๆก่อนจะมองไปรอบๆ “คุณฮิบาริรู้ไหมครับว่าที่นี่คือโลกแห่งความฝัน?”

“แล้วไง?”

“เพราะเป็นความฝัน ทุกคนเลยสามารถพูดได้อย่างใจคิดไงล่ะครับ...”

“....................................”

“คุณน่ะ...คิดอย่างนั้นจริงแน่เหรอครับ?”

“.........แล้วนายอยากได้คำตอบแบบไหนกันล่ะ ซาวาดะ สึนะโยชิ?” ผมย้อนถามกลับ...

อยากให้ฉันพูดอะไร...?
อยากจะได้คำตอบแบบไหน...?

ในเมื่อท้องนภาอย่างนาย...ไม่อยู่เสียแล้ว

.
.
.

To buy the truth…
And sell a lie…
The last mistake before you die…

.
.
.

ในตอนที่มุคุโร่เดินกลับมาที่นั่งตรงหน้าก็เหลือเพียงความว่างเปล่า...

“ได้พูดรึเปล่าครับ?” อีกฝ่ายเอ่ยถามก่อนจะทรุดกายลงนั่ง

“เพราะอะไร?...”

“ครับ?”

“หมอนั่น...เป็นคนของนายแล้วไม่ใช่รึ?” ผมเอ่ยขึ้นพลางสบสายตากับดวงตาสองสีนั่น

“คึหึหึหึ...วองโกเลไม่ใช่ของผมหรอกครับ” มุคุโร่เอ่ยก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่น “เขาไม่ใช่ของของใคร...”

“งั้นรึ.....” ผมตอบรับเสียงเรียบ

เพราะว่านายเป็นท้องฟ้า...สินะ?
ไม่ว่าจะเป็นสายหมอก...
หรือกระทั่งก้อนเมฆอย่างฉัน...

สุดท้าย...นายก็ยังต้องเป็นท้องฟ้าเพื่อทุกคนอยู่ดี

“แต่ก็ได้พูดไปแล้วใช่ไหมล่ะครับ?”

“ก็แอบฟังอยู่ไม่ใช่เหรอไง?”

“คึหึหึหึ...”

.
.
.

So don't forget to breathe tonight…
Tonight's the last so say good-bye...

The secret is out…
The secret is out…

Good-bye…

-Fin-


edit @ 6 Jun 2008 22:24:16 by aki