[HB - Event] 007: A Bridge over Troubled Water

posted on 08 Oct 2014 21:04 by aki657 in HB
 
 
 
This entry is a part of Hummingbird Coffee Shop Project.
 
 
.
.
.
 
 
 
 
 
.
.
.
 

[HB - Event] 007: A Bridge over Troubled Water

Main Characters: ธันว์ กล้ารบ

Timeline: 5 years later

Warning…รอบนี้อาจมีอะไรไม่คาดฝัน ขออภัยล่วงหน้านะคะ

*****************************

.

.

.

เสียงดนตรีดังแว่วอยู่ในอากาศ

 

ผมเข็นรถเข็นไปตามทางเดินระหว่างชั้นวางเครื่องกระป๋องพลางเคาะนิ้วไปตามจังหวะเพลงที่ได้ยินไปด้วยอย่างอารมณ์ดี เพลงภาษาอังกฤษยุคเก่าที่เด็กยุคใหม่หลายคนคงไม่รู้จักส่งเสียงผ่านลำโพงของซุปเปอร์มาร์เก็ตแผ่วเบาคล้ายเขินอายต่อเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ของเหล่าพ่อบ้านแม่บ้านที่พร้อมใจกันออกมาจับจ่ายซื้อของในวันหยุดต้นเดือนแบบนี้ ผมเบี่ยงรถเข็นไปอีกทางเมื่อเด็กหญิงวัยไม่เกินประถมต้นเดินหอบขนมถุงใหญ่ผ่านไปหาคุณแม่ของเธอ ก่อนจะเผลอขยับยิ้มเมื่อมองเห็นร่างสูงที่แสนคุ้นตาเดินดุ่มตรงมาหาผมด้วยอาการไม่ต่างจากเด็กหญิงตัวน้อยเมื่อครู่สักเท่าไหร่นัก

 

กล้ารบในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นสบายๆ ไม่ต่างจากผมวางถุงขนมที่อุตส่าห์หอบมาจากล็อกข้างๆ ลงในรถเข็น ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเครื่องกระป๋องบนชั้นข้างตัวโดยไม่ได้หยุดพิจารณาดูฉากเสียด้วยซ้ำอย่างคนเคยชินกับยี่ห้อนี้เป็นอย่างดี พลางเหลียวมองไปรอบๆ คล้ายมองหาอะไรบางอย่าง ก่อนจะหยุดชะงัก เขม้นมอง และหันกลับมาหาผมอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก

 

“น้ำมันขึ้นราคาอีกแล้ว” เขาบ่น “สงสัยต้องเปลี่ยนยี่ห้อแล้วมังครับ”

 

“ถ้ามันดีก็ใช้ต่อเถอะ” ผมให้ความเห็น ก่อนจะเป็นฝ่ายออกแรงเลื่อนรถเข็นไปตรงหน้าชั้นวางน้ำมัน “ยี่ห้อนี้ใช่มั้ย?”

 

“ครับ” เขาตอบรับพลางจัดพื้นที่ในรถเข็นให้ว่างพอจะวางขวดน้ำมันพืชสักสองสามขวดได้ “เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็แพง ผมคงต้องหาวิธีจำกัดงบ”

 

“ปกตินายก็ไม่ได้ทำของทอดเยอะแยะอยู่แล้วนี่” ผมหยิบขวดน้ำมันพืชวางลงในรถเข็นก่อนเอ่ยกลั้วหัวเราะ “แต่ก็ดี เดี๋ยวนี้ชักแก่แล้ว หันมากินพวกของต้มๆ บ้างก็ไม่เลว”

 

“แก่ตรงไหนกันครับ?” อีกฝ่ายยิ้มขำ “แต่เรื่องของต้มผมเห็นด้วยนะ จะได้รักษาสุขภาพด้วย”

 

“ปกติก็ไม่ได้ป่วยบ่อยเสียหน่อย” ผมประท้วงเมื่อเห็นกล้ารบส่งสายตาคล้ายจะบอกว่าผมไม่ค่อยดูแลสุขภาพตัวเองสักเท่าไหร่ หากอีกฝ่ายกลับตอบกลับด้วยรอยยิ้มทะเล้นแบบเดิมที่เคยเห็นจนเจนตา

 

“เอ้า! ก็ผมรักของผมนี่ จะอยากให้คุณแข็งแรง อยู่ด้วยกันกับผมไปนานๆ ก็ไม่เห็นแปลก”

 

คำพูดนั้นทำให้ผมได้แต่กะพริบตาปริบ ไม่รู้จะตอบโต้ไปอย่างไรดีจึงได้แต่เสสายตาหลบดวงตาวิบวับของอีกฝ่ายออกไปเสียเอง กล้ารบส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะวางมือลงมาบนหลังมือของผมที่วางอยู่บนราวที่จับรถเข็นพลางออกแรงเข็นไปข้างหน้าด้วยท่าทางไม่รู้ไม่ชี้

 

“ของครบแล้ว ไปจ่ายเงินกันเถอะครับ”

 

.

.

.

 

“ธันว์ใช่มั้ย?”

 

เสียงทักอย่างไม่แน่ใจดังขึ้นระหว่างการรอเข้าแถวจ่ายเงินอันยาวเหยียด ผมเหลียวกลับไปมองเพื่อพบชายวัยกลางคนที่ดูคุ้นตา และหลังจากหยุดคิดชั่วอึดใจ ผมจึงขยับยิ้มและทักตอบไป

 

“วิทยา หนึ่งสามสี่?”

 

“เออ!” คำตอบกลั้วหัวเราะดังตอบกลับมา “เรียกซะเต็มยศ”

 

“ชินน่ะ” ผมตอบรับด้วยรอยยิ้ม “ไม่เจอนาน สบายดี?”

 

“อืม สิบกว่าปีได้ ตอนนี้ก็ไปได้เรื่อยๆ ว่ะ” อีกฝ่ายตอบก่อนจะทักทายเลยไปหาคนที่ยืนอยู่ข้างผม “แล้วนี่มาซื้อของกับ...หลาน?”

 

“แค่คนแชร์ห้องน่ะครับ” เมื่อผมเงียบไป กล้ารบจึงชิงตอบคำถามพร้อมรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก “ผมไปรบกวนคุณธันว์ไว้เยอะ เลยมาช่วยถือของ”

 

“อ้อ” เพื่อนเก่าของผมพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะชะงักเมื่อโทรศัพท์ในมือสั่น “เออ ไปก่อนล่ะ เมียตาม ไว้เจอกัน”

 

“อื้ม” ผมตอบรับสั้นๆ ปล่อยให้เพื่อนเดินหายไปกับกลุ่มคนในซุปเปอร์มาร์เก็ต ก่อนจะหันกลับมาหาคนที่ยืนอยู่ข้างกาย “กล้า...”

 

“ผมเข้าใจครับ”

 

คำตอบแสนสั้นดังออกมาจากปากของอีกฝ่าย หากอะไรบางอย่างในน้ำเสียงนั้นกลับทำให้อกผมกลับปวดหนึบจนไม่รู้ว่าจะเอ่ยอะไรออกไปดี แถวจ่ายเงินขยับเคลื่อนไปข้างหน้าเมื่อหมดลูกค้าไปอีกหนึ่ง นั่นทำให้กล้ารบเข็นรถเข็นขยับตาม หากผมกับเผลอหยุดยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

 

แล้วเราสองคนก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาตลอดทางกลับบ้านสักคำเดียว

 

.

.

.

 

เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อสามวันก่อน

 

ความเงียบเป็นสิ่งที่ดำเนินระหว่างเราสองคนตลอดตั้งแต่วันนั้น แน่นอนว่าเรายังมีบทสนทนาให้กัน แต่คล้ายกับมีช่องว่างเล็กๆ เกิดขึ้นท่ามกลางคำพูดเหล่านั้น และเมื่อต่างฝ่ายต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ช่องว่างนั้นจึงยิ่งดูเหมือนจะถูกง้างให้กว้างขึ้นทีละน้อย

 

และสำหรับผม สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็น ‘ปัญหา’

 

ผมเลื่อนนิ้วปัดจอภาพให้ปิดโปรแกรมการทำงานลงพลางระบายลมหายใจออกอย่างเหนื่อยใจก่อนจะถอดแว่นสายตาที่สวมอยู่ออกวางลงบนโต๊ะ ความรู้สึกบางอย่างที่ตกค้างทำให้ผมไม่สามารถตั้งสมาธิทำงานได้อย่างที่เคย และนั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม

 

ผมตัดสินใจลุกจากโต๊ะทำงานที่นั่งมาตลอดบ่ายไปยังตู้เย็นในครัว ตั้งใจว่าจะหาน้ำเย็นๆ สักแก้วดับความฟุ้งซ่านในหัว แต่ก็ต้องชะงักเท้า เมื่อร่างของคนที่แสนคุ้นเคยปรากฏตัวที่ประตูหน้า

 

“กลับมาแล้วเหรอ?” ผมตัดสินใจทักออกไปก่อน ทำให้อีกฝ่ายหยุดค้างคล้ายกำลังคิดอะไรบางอย่างก่อนจะขยับยิ้มตอบกลับมาให้ผม

 

“ครับ” เขาเอ่ยออกมา “คุณธันว์ทานมื้อเย็นรึยัง? ผมซื้อต้มเลือดหมูหน้าคอนโดมาฝาก”

 

“ยังเลย ขอบใจนะ” ผมตอบก่อนจะก้าวยาวๆ ไปหา “นายไปเปลี่ยนชุดก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันจัดโต๊ะเอง”

 

แต่เมื่อเอื้อมมือออกจะรับถุงกับข้าว อีกฝ่ายวางถุงนั้นลงพื้นอย่างไม่ใส่ใจ และกลับดึงร่างของผมให้เข้าหาโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว อ้อมแขนที่รัดแน่นรวมถึงใบหน้าที่ซุกซบลงมาทำให้ผมนิ่งขึงในคราวแรก หากก็คลายอาการเกร็งตัวด้วยความตกใจลง ก่อนที่ผมจะเอื้อมแขนทั้งสองข้างกอดรับร่างของอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน

 

“ผมรักคุณธันว์นะครับ”

 

น้ำเสียงออดอ้อนนั้นทำให้ความรู้สึกบางอย่างพาดผ่านในหัวใจอย่างทุกครั้ง ผมหลับตาซึมซับคำพูดนั้นอยู่ครู่ก่อนจะลืมตาขึ้นและเอ่ยออกมาอย่างลังเล

 

“แบบนี้...” ผมเผลอกระชับอ้อมกอดของตัวเองแน่นเข้า “มันดีแล้วจริงๆ เหรอ?”

 

ทันทีที่พูดจบ ผมก็รู้สึกว่าอ้อมแขนของอีกฝ่ายคลายออก วูบหนึ่งที่ผมรู้สึกคล้ายลมหายใจสะดุด หากกล้ารบไม่ได้สนใจอาการนั้น แต่กลับเลื่อนมือขึ้นมาจับต้นแขนทั้งสองข้างของผมไว้ และสบสายตาตรงมาที่ผมอย่างจริงจังก่อนจะเอ่ย

 

“ผมรักคุณ”

 

น้ำเสียงของอีกฝ่ายมั่นคงอย่างไม่น่าเชื่อว่าชายหนุ่มอายุยี่สิบสี่ปีจะเปล่งออกมาเพื่อบอกกับผู้ชายวัยกลางคนอย่างผม ผมสบตากับอีกฝ่าย มองเห็นความเติบโตในดวงตาของเขา และนั่นทำให้ผมเผลอหลุบตาลงอย่างช่วยไม่ได้

 

“ขอโทษ” ผมเอ่ย

 

“เดี๋ยวครับเดี๋ยว” เขาทำหน้าเลิ่กลั่ก “คุณธันว์ขอโทษเรื่องอะไรครับ?”

 

“เรื่องวันก่อนที่ซุปเปอร์...” ผมกัดริมฝีปากล่างอย่างไม่ตั้งใจ “นายคงโกรธที่ฉันเงียบไปแบบนั้น”

 

“โธ่ ฟังนะครับ” เขากระชับมือที่จับแขนผมไว้เบาๆ “ผมเข้าใจว่าเรื่องระหว่างเรามันอาจจะอธิบายยากกับคนอื่น โอเคว่าผมอาจน้อยใจ...นิดหน่อย แต่ป่านนี้แล้ว ผมไม่แคร์คนอื่นอีก เพราะคนที่ผมแคร์คือคุณต่างหาก”

 

ผมเหลือบตาขึ้นมองเขาที่กำลังมองตรงมาที่ผมเช่นกัน ดวงตาสีเข้มนั้นฉายแววแบบเดียวกับเมื่อห้าปีก่อนเมื่อตอนที่เขาบอกกับผมอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกว่าเขารู้สึกอย่างไร ผมเม้มริมฝีปากนิดๆ อดรู้สึกแปลกๆ กับความสำนึกรู้ตัวในชั่วขณะว่าเวลาผันผ่านมานานขนาดนี้แล้วไม่ได้

 

“นายโตขึ้นนะ” ผมเอ่ย “โตขึ้นมากทีเดียว”

 

“....หมายถึงส่วนไหนล่ะครับ?” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ติดจะทะลึ่งตึงตังผุดขึ้นอย่างรวดเร็วจนผมแทบจะถอนคำพูดเมื่อครู่ทิ้ง มือทั้งสองข้างของกล้ารบเลื่อนปล่อยจากแขนของผมเปลี่ยนเป็นโอบรัดรอบเอวของผมอย่างถือสิทธิ์ “หืม...?”

 

น้ำเสียงที่ลากยาวพร้อมประกายตาวิบวับทำให้ผมอดยิ้มขำไม่ได้ ผมขยับหมายจะถอยตัวออกเหมือนเคย หากอีกฝ่ายกลับดึงรั้งไว้ไม่ยอมปล่อย ทั้งยังขยับตัวลดช่องว่างระหว่างร่างกายของเราสองคนลงอย่างแนบเนียนและรวดเร็วแบบที่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกฝ่ายไปฝึกมาจากไหน

 

“คุณธันว์น่ะ ชอบทำผมน้อยใจบ่อยๆ แบบนี้ต้องทำโทษนะครับ รู้ไหม?”

 

“อื้อ เหลวไหลน่ะ” ผมท้วง “ไหนว่าเข้าใจไง”

 

“เข้าใจแต่ก็น้อยใจอยู่ดีนี่ครับ” อีกฝ่ายทำเสียงหงอย “ปล่อยให้น้องกล้าบอกรักอยู่คนเดียว น้องกล้าเหงานะ”

 

ผมหลุดหัวเราะเมื่ออีกฝ่ายส่งเสียงงุ้งงิ้งไม่สมตัว ความรู้สึกอ่อนโยนแปลกๆ บางอย่างพาดผ่านในอกจนทำให้เมฆหมอกที่ลอยฟุ้งก่อนหน้านี้จางหายไปทีละน้อย ผมถอนหายใจเบาๆ ทั้งที่ยังไม่ละรอยยิ้มจากใบหน้าเมื่อเห็นเขาส่งสายตาเหมือนลูกหมากำลังอ้อนเจ้าของ ก่อนจะตัดสินใจเป็นฝ่ายขยับไปหาเขาเสียเอง

 

...และประทับริมฝีปากลงไป...

 

ในชั้นแรกกล้ารบนิ่งอึ้งราวกับไม่คาดฝันว่าผมจะเริ่มต้นอะไรแบบนี้ ก่อนที่จะตอบรับสัมผัสจากผมด้วยริมฝีปากของตนเอง ผมหลับตาลง รู้สึกถึงมือทั้งสองของเขาที่เลื่อนขึ้นประคองใบหน้าของผมไว้ เราสองขยับใบหน้าให้อยู่ในองศาที่ถนัด ปล่อยให้ความรู้สึกชักพาการเคลื่อนไหวไปชั่วขณะ ปล่อยกาลเวลาเลื่อนไหลไปโดยไม่ห้ามปราม

 

“หายเหงารึยัง?”

 

ผมเอ่ยขึ้นด้วยเสียงกระซิบทั้งที่ใบหน้ายังรู้สึกร้อนผ่าวเมื่ออีกฝ่ายละออกไป หากคนขี้เหงากลับสงเสียงครางฮื่อในลำคอทั้งยังกระชับอ้อมแขนรั้งร่างผมให้เบียดเข้าหามากขึ้นอีก

 

“ฮื่อ...ไม่รู้สิครับ” ริมฝีปากของอีกฝ่ายเฉี่ยวลงตรงปลายจมูกของผมขณะตอบ “คุณธันว์คงต้องปล่อยให้น้องกล้าคงต้องพิสูจน์อีกสักสองสามที น้องกล้าถึงจะยืนยันได้ด้วยความมั่นใจ”

 

“ของแบบนี้...รอบเดียวก็พอแล้ว”

 

ผมเบี่ยงใบหน้าที่ยังคงร้อนผะผ่าวให้ออกห่าง หากอีกฝ่ายกลับแกล้งงับลงมาเบาๆ ตรงซอกคอให้ขนลุกซู่จนเผลอยกมือขึ้นปิดกันไว้ ท่าทางแบบนั้นทำให้อีกฝ่ายส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะยอมขยับใบหน้าของตัวเองให้ห่างออกมาโดยไม่ลืมฉวยโอกาสใช้ริมฝีปากปัดผ่านหว่างคิ้วของผมเบาๆ เสียอีกรอบ

 

“ได้ครับ...ตอนนี้น้องกล้าจะเป็นเด็กดี ยอมให้คุณธันว์ทำ ของแบบนี้ รอบเดียวก็ได้”

 

ถึงจะเอ่ยแบบนั้น หากการกระทำแทบจะเรียกได้ว่าตรงข้าม เมื่อกล้ารบใช้วิธีอ้อมแขนรัดรอบแผ่นหลัง และดึงรั้งตัวผมเอาไว้จนขยับตัวไม่ได้ดั่งใจนัก ผมนิ่วหน้า ตั้งใจจะดุเจ้าเด็กขี้เหงาแถมยังเอาแต่ใจเสียสักรอบ แต่คำพูดถัดมาของอีกฝ่ายกลับทำให้ผมตัวแข็งทื่อ ทั้งยังร้อนวูบขึ้นที่ใบหน้า อย่างที่ใครจะมาช่วยฉุดไว้ก็คงไม่อยู่

 

“แต่พอเราถึงเตียงแล้ว...ผมจะเป็นฝ่ายเริ่มบ้างอีกสักสองสามรอบ คุณธันว์คงไม่ว่าอะไรนะครับ?” 

 

.

.

.

 

แล้วปัญหาทั้งหมดก็คลี่คลายไปด้วยดี (?)

.

.

.

 

END.

 

 

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

/กลิ้งไปมา
อ่านแล้วเขินจัง ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเค้าเล้ย

#3 By Jan on 2014-10-22 00:55

โหยยย.....แก้ปัญหากันแบบนี้เลยรึคะ  
ขอประทานอภัยที่เม้นต์ช้ามาก คือกว่าจะหาเวลามาอ่านได้จนจบ โหยยยยยย ดิฉันมิใช่สายยาโอย แต่ขอพื้นที่กรี๊ดแป๊ป 

คู่นี้มันคงฟินที่สุดแล้วละมั้ง เอ็นทรีไม่เยอะ แต่ออกมาแต่ละที นับศพเกลื่อนกลาด เก๊าจะรอพัฒนาการไปเรื่อยๆ นะก๊ะ 

#2 By *Alyssa* on 2014-10-17 22:38

แง้ เมื่อกี๊ใบเตยเม้นท์ไม่ติดอะ ฮืออออ 

จะบอกว่า ขนาดใบเตยไม่ได้เป็นสาววายอะไรมากมายยังแอบเขินเบา ๆ เลยค่ะ แอร๊ยยย

คือแค่คำพูดล่อแหลมก็ฟินแล้วอะ สารภาพว่าชอบอะไรแบบนี้นะคะ มันดูจินตนาการต่อไปได้ แถมแบบมันไม่หวือหวา เน้นฉากอะไรมากมายแต่มันสื่อได้ชัดเจนอะค่ะ ทั้งความรู้สึกของคนพูด คนฟัง และคนอ่าน คือแบบ เขินนนนนนนนนนนนนน cry cry cry

เข้าใจฟีลเจ้ากล้าอยู่นะคะ มันก็น่าน้อยใจเนอะ แต่ก็นะ สถานะระหว่างคนอื่นจะไปยังไงอย่าไปสนค่ะ ให้ระหว่างเรามันชัดเจนก็พอ

/โบกมือเชียร์นายกล้าเต็มที่ 555 

ปล.งวดนี้ copy ไว้เลยค่ะ ถ้าไม่ติดอีกก็ไม่หวั่นนน

#1 By ~ คุณใบเตย ~ on 2014-10-13 10:39