[CS] MS: ก้าวเดิน
posted on 23 Oct 2009 21:52 by aki657 in CubicSchool
หมายเหตุ: เนื้อเรื่องเน้นๆ อยู่ที่ส่วนที่ [5.] – [7.] ครับ
[CS] MS: ก้าวเดิน
*********************************
[1.]
กนต์ธร นราโชติ กำลังนอนกลางวันอยู่บนต้นไม้...
เขาขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะลืมตาขึ้นและหยีตาเมื่อพบแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านพุ่มไม้ใหญ่ที่เขาอาศัยร่มเงาอยู่ลงมา เด็กหนุ่มใช้มือยันกิ่งไม้ใหญ่ใกล้ตัวเพื่อเป็นหลักยึดในการเตรียมตัว “ปีน” ลงจากต้นไม้ หากเสียงฝีเท้าที่ผ่านมาใกล้ทำให้เขาชะงักการกระทำทั้งมวลลงไปเสียก่อน
อนิวรรต วสุธาธาร กำลังเดินตรงมาทางนี้ ท่าทางเรื่อยๆแบบนั้นทำให้กนต์ธรลงความเห็นไว้ในใจว่าอีกฝ่ายคงแค่เดินผ่านมาเพียงเท่านั้น ไม่ใช่ว่ามีธุระอะไรกับนักเรียนอย่างเขา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำนั่นมองคุณครูแนะแนวของตนพลางตัดสินใจว่าจะรอให้อีกฝ่ายเดินผ่านไปเสียก่อน ถึงจะได้ฤกษ์ลงไปจากต้นไม้ต้นนี้ เพราะการที่จู่ๆจะกระโดดตุบลงไปตัดหน้าอีกฝ่ายนั้น อาจเป็นการทำให้ตัวเองงานเข้าได้โดยใช่เหตุ
ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงตัดสินใจที่จะรอ...
แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิด เมื่ออีกฝ่ายกลับหยุดเดินเอาเสียดื้อๆและล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือที่กำลังสั่นออกจากกระเป๋ากางเกง...ดูเหมือนว่าครูของเขาจะหยุดมองหน้าจอโทรศัพท์เพียงครู่ก่อนจะกดรับสายอย่างรวดเร็ว
“ครับ พี่...”
[………………………]
“ดีเลยครับ...ผมมีเรื่องจะคุยกับพี่เหมือนกัน”
[………………………]
“ครับ...ถ้าอย่างนั้นเจอกันที่บ้าน เสาร์นี้นะครับ”
[………………………]
“ไว้เจอกันครับ...”
สายโทรศัพท์ถูกกดตัด หากใบหน้าของครูแนะแนวกลับยังก้มนิ่งอยู่อย่างนั้น กนต์ธรไม่แน่ใจนักว่าดวงตาของอีกฝ่ายยังจับจ้องที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้น หรือว่าเลยไกลไปกว่านั้นกันแน่? แต่ที่เขารู้สึกแน่ใจ คือภาพของอีกฝ่ายนั้นช่างดูแปลกตาไปจากที่เคยเห็นในห้องเรียนยิ่งนัก
หลังจากระยะเวลาได้ผ่านไปอีกราวสองสามวินาที กนต์ธรก็ได้ยินเสียงพึมพำว่า “เอาล่ะ!” ดังมาจากกอีกฝ่าย ก่อนที่ใบหน้าได้รูปนั่นจะเงยขึ้นพร้อมกับอาการก้าวเท้ายาวๆจากไป...
หลังจากนั้นอีกราวสองสามนาที เด็กหนุ่มก็เอาตัวเองลงมาจากกิ่งไม้ใหญ่ที่แอบไปอาศัยเป็นที่ทานอาหารและงีบเอาแรงช่วงพักกลางวัน ก่อนที่ดวงตาสีน้ำตาลเข้มนั่นจะหันมองไปยังทิศทางที่อีกฝ่ายเพิ่งเดินจากไป...
ไม่มีถ้อยสนทนาทักถามข้อสงสัย...
ไม่มีอาการเรียกรั้งอยากรู้คำตอบ...
มีเพียงแค่อาการมองตาม...
และปล่อยให้ภาพที่ตนเห็นเมื่อครู่หลุดหายไปกับสายลมเท่านั้น
.
.
.
[2.]
รวิระ วิญญรักษา กำลังนั่งเล่นอยู่บนระเบียง...
เขารู้สึกปวดไหล่ซ้ายมากขึ้นจากปกตินิดหน่อยเมื่อน้องสาวใช้ไหล่ของเขาเกาะยึดเพื่อชะโงกดูอะไรบางอย่างที่ไกลออกไป หากเขาเองกลับไม่ได้สนใจมากนัก และยังคงนั่งหลับตานิ่งๆพลางนึกถึงเมนูอาหารที่จะใส่บาตรคราวนี้ว่าไม่ควรเป็นของที่มีไขมันมากเกินไปเพื่อสุขภาพของน้องเทียน(?)...หรืออีกนัยหนึ่ง เพื่อสุขภาพหัวไหล่ของเขาเองด้วย
แต่ความคิดที่กำลังแล่นอยู่ก็มีอันต้องสะดุดลงเมื่อตัวเขารับรู้ได้ถึงแรงกระชากตรงท่อนแขนข้างขวาของตน เด็กหนุ่มขมวดคิ้วน้อยๆก่อนจะคลายลงเมื่อหันกลับไปหาเจ้าของแรงกระชากนั้นซึ่งกำลังทุ่มความสนใจไปยังอะไรบางอย่างซึ่งอยู่ห่างออกไป
“อย่ามัวแต่หลับสิยะ!”
“อะไร?” ป่วยการที่จะต่อล้อต่อเถียง รวิระจึงได้แต่เอ่ยขึ้นเรียบๆเท่านั้น
“แว่นนั่นไม่ได้ช่วยเรื่องสายตานายให้มันดีขึ้นเลยใช่มั้ย?”
ดูเหมือนนั่นจะไม่ใช่คำตอบ...
แต่ก็ช่างเถอะ...
เด็กหนุ่มส่ายศีรษะเล็กน้อยก่อนจะหันตามสายตาของเธอไป ภาพที่เห็นนั้นนับได้ว่าอยู่ไกลจากจุดที่พวกเขานั่งกันอยู่พอสมควร แต่มันคงไม่ไกลเกินกว่าต่อมจินตนาการของทิฆัมพร เสรีนุรักษ์ซึ่งกำลังตื่นตัวอย่างเต็มที่ในเวลานี้
ภาพของกนต์ธรที่มองตามหลังครูอนิวรรตทำให้เด็กหนุ่มนึกรู้ความคิดของคนข้างกายขึ้นมานิดหน่อย เด็กสาวละสายตากลับมาที่เขาเมื่อเห็นกนต์ธรเดินจากไปในทิศทางตรงกันข้ามกับครูอนิวรรต ดวงตาคู่นั้นฉายแววครุ่นคิดอย่างทุกครั้งที่เธอคิดว่าเธอเห็นอะไร “เด็ดๆ” มา
“นายคิดว่ายังไง?”
“เรื่อง?”
“สรุปว่าสายตานายมันห่วยจนแว่นนั่นช่วยไม่ได้แล้วใช่มั้ย?”
เขายักไหล่น้อยๆ แต่ก่อนจะได้เอ่ยอะไรขึ้นมาเสียงของรุ่นน้องของพวกเขาก็ดังแทรกขึ้นมาก่อนเสียพอดี
“อ้าว, พี่ฟ้า?”
“อื้อ, ตรี มาพอดีเลย...”
ทิฆัมพรเอ่ยก่อนจะปลายตามาทางเขาเล็กน้อยในทำนองที่ว่า [[นายน่ะมันหมดประโยชน์แล้ว]] หรืออะไรทำนองนั้นมาให้ แล้วจึงหันกลับไปหารุ่นน้องพร้อมรอยยิ้มประหลาดที่เป็นคล้ายโค้ดลับภายในกลุ่ม “สาวๆ” แบบพวกเธอและเสียงบอกเล่าสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่พร้อมความเห็นส่วนบุคคลกลัดติดไปด้วย...รวิระจึงถือโอกาสเอนหลังลงพิงราวระเบียงและหลับตาลงอย่างเชื่องช้าอีกครั้ง...
พี่ธูปคะ...?
“หืม?”
เขาครางตอบจากในลำคอแสนเบาเมื่อได้ยินเสียงน้องสาวของตน แต่ดูเหมือนว่าวิญญรูป วิญญรักษาจะเงียบเสียงลงไปชั่วอึดใจเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่อย่างผิดปกติวิสัย ทำให้ผู้เป็นพี่ชายต้องหรี่ตามองลอดแว่นสายตา (ลงยันต์) ของตนออกไปมอง
เรื่องครูเคนน่ะค่ะ...
เสียงพึมพำที่ดังตามมาอีกทำให้รวิระเหลือบสายตาไปทางกลุ่มของทิฆัมพรเพื่อจะมองเห็นว่าเด็กสาวและรุ่นน้องกำลัง [[แสดงความคิดเห็น]] กันอย่างเมามัน เด็กหนุ่มจึงขยับกายและดึงแว่นสายตาของตนลงเล็กน้อยก่อนจะเหลือบมาทางไหล่ซ้ายของตน
วิญญรูปละจากการเกาะไหล่ผู้เป็นพี่ชายมานั่งลงบนตักก่อนจะเริ่มเอ่ยตามที่ได้ยินมาจากพี่ผีสาวผู้รอบรู้เรื่องราวในโรงเรียน...
คือว่า...
.
.
.
[3.]
คมเดช ตุลยาเดชานนท์ กำลังยืนอยู่ริมสนามบาส...
เขายอมรับว่าค่อนข้างแปลกใจที่เห็นบรรดาคุณครูแห่งโรงเรียนลูกบาศก์หลายต่อหลายคนลงไปส่งเสียงโหวกเหวกอยู่ในสนามพร้อมกับนักเรียนอีกสองสามคน ลูกกลมๆสีส้มๆกระเด้งกระดอนตามแรงส่งของโชติช่วงเข้ามือของจอมฟ้าที่รีบคว้าไว้และออกสปีดตรงไปยังใต้แป้นของฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็ว...แต่ก็ไม่ทันนักเรียนชายที่ชื่อกรินทร์ซึ่งวิ่งเข้ามาตัดลูกได้ทันท่วงที...
วันนี้เป็นวันหนึ่งของช่วงฤดูกาลสอบปลายภาคของโรงเรียนลูกบาศก์...
ดังนั้น โดยปกติแล้วสนามกีฬามักจะเงียบสงบเมื่อนักเรียนส่วนใหญ่เตรียมตัวคร่ำเคร่งกับการอ่านหนังสือสอบ และเหล่าบรรดาครูๆทั้งหลายต่างพากันเร่งงานช่วงสุดท้ายของภาคการศึกษา...แต่ในวันนี้ ทุกอย่างกลับเป็นในทางตรงกันข้าม เมื่อเขาพบว่าครูผู้ชายหลายคนกำลังลงเล่นในสนามอย่างสนุกสนาน...
แต่สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจกลับไม่ใช่การลงไปอยู่ในสนามของคุณครูทั้งหลายเท่านั้น...
หากเป็น [[คนต้นคิด]] ของเรื่องนี้ต่างหากที่ทำให้เขาแปลกใจยิ่งกว่า...
คมเดชเลื่อนสายตาไปหา [[คนต้นคิด]] ซึ่งกำลังเป็นตัวบุกของเกมอยู่...ท่าทางสนุกสนานเกินกว่าที่เขาเคยเห็นจากเวลางานปกติทำให้คุณครูประจำวิชาพละแห่งโรงเรียนลูกบาศก์เลิกคิ้วขึ้นน้อยๆพลางลากสายตาตามลูกบาสที่ลงห่วงไปพอดิบพอดีจากตำแหน่งสามแต้มที่ชายหนุ่มยืนอยู่ เสียงโห่ฮาประสานกับเสียงหัวเราะดังขึ้นก่อนที่อนิวรรตจะหันกลับมาเห็นเขาเข้า ใบหน้านั้นยกวาดรอยยิ้มขึ้นมาประดับใบหน้าก่อนจะเดินออกจากสนามตรงมาหาเขาเสียดื้อๆ โดยไม่ใส่ใจต่อเสียงโวยวายของภาณุรัตน์ที่เรียกให้กลับเข้าสนามและเสียงของธีระที่ให้สัญญาณเริ่มเล่นอีกครั้ง
“สนใจร่วมวงไหมครับ ครูคมเดช?”
“ท่าทางคุณดูสนุก...”
อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนที่ดวงตาสีนิลนั่นกลับไปจับจ้องที่ภาพในสนามอยู่ชั่วขณะ แต่ก็เพียงแค่ครู่เดียว...เมื่ออนิวรรตหันกลับมาสบสายตากับเขาแล้วยิ้มออกมาอีกครั้ง
“ครับ...ผมสนุกมาก”
“ต้องยอมรับว่า...เป็นภาพแปลกตาสำหรับผม”
“อาจเพราะครูคมเดชไม่เคยเห็นผมตอนเล่นบาสมาก่อนล่ะมังครับ?” อีกฝ่ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “ตอนกีฬาสีปีที่แล้วมีบาสผสมครูนักเรียน...ผมอยู่สีขาว...ตอนนั้นก็สนุกมากเหมือนกัน...”
“ดูเหมือนที่นี่มีเรื่องสนุกหลายอย่าง”
“ครับ...” อนิวรรตเงียบไปครู่ก่อนจะเอ่ยต่อ “หลายอย่างเลยทีเดียว”
คมเดชไม่ได้ต่อคำใดอีกนอกจากทอดสายตากลับไปยังเกมในสนาม ตอนนี้ลูกบาสอยู่ในความครอบครองของกันต์กวี ในเมื่อปกติเขามักจะเห็นท่าทางซุ่มซ่ามของอีกฝ่ายอยู่เป็นประจำ การที่เขาได้เห็นเหงื่อเม็ดเล็กที่ไหลระลงมาตามใบหน้าของคุณครูประจำวิชาภาษาอังกฤษและท่าทาง [[เป็นงาน]] ของอีกฝ่ายทำให้คมเดชอดนึกชมขึ้นมาไม่ได้ คุณครูประจำวิชาพลศึกษาขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาหาอนิวรรตซึ่งกำลังมองไปที่กันต์กวีเช่นเดียวกันกับตน
“ถ้าอย่างนั้นผมขอลองเรื่องน่าสนุกครั้งนี้ด้วยก็แล้วกัน...”
.
.
.
[4.]
กันต์กวี รวีเรืองรอง เพิ่งวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ...
ชายหนุ่มไม่ได้แสดงสีหน้าใด นอกจากฉายความลังเลขึ้นในดวงตาขณะลอบมองอีกฝ่ายซึ่งกำลังเพลิดเพลินกับการกวาดสายตามองทิวทัศน์รอบตัว เสียงก้นแก้วกระทบพื้นโต๊ะทำให้คนตรงหน้าหันกลับมาหาเขา พึมพำขอบคุณ ก่อนจะหันกลับมาสบสายตากับเขาตรงๆ...
กันต์กวีเคยชินกับนิสัยเช่นนี้ของอีกฝ่ายดี ชายหนุ่มตรงหน้าเขามักจะสบสายตาเวลาพูดคุยกับใครคนอื่น ดวงตาสีนิลนั่นมักฉายแววอบอุ่นจนกระตุ้นให้ผู้สนทนายอมเปิดเผยความในใจของตน...หรืออย่างน้อยก็ยอมระบายความคับข้องใจที่มีอยู่คับอกให้ฟัง
หากตัวเขาเสียอีกที่มักจะเป็นฝ่ายหลบสายตา เดินหนี หรือแม้แต่อะไรก็ตาม...เขายอมรับว่าลึกๆเขาคงขลาดกลัวต่อการเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา เพราะนั่นจะทำให้เขาหวนคำนึงถึงเพื่อนผู้จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ...
เพื่อนคนสำคัญ...
กันต์กวีกระพริบตาเสียหนึ่งทีเพื่อขับไล่ความทรงจำเก่าแก่ให้ออกไปและหันกลับมามองคนตรงหน้าให้เต็มตาอีกครั้ง...ริมฝีปากนั่นยกวาดเป็นรอยยิ้มจางอย่างที่เขาคุ้นชินขณะที่มือขวาเอื้อมมาหยิบตำราภาษาอังกฤษที่วางอยู่บนโต๊ะเมื่อก่อนหน้าขึ้นมา...
“แน่ใจแล้วหรือครับ?”
อาจเป็นเรื่องแปลก แต่เป็นเขาที่เอ่ยขึ้นมาก่อน...และเป็นเขาอีกเช่นกันที่มองสบเข้าที่ดวงตาของอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา เขามองเห็นรอยวูบไหวบนนั้นหากก็เพียงขณะเดียวก่อนที่มันจะกลับมานิ่งสงบและฉายแววอบอุ่นขึ้นเสียอีกครั้ง
“ครับ”
เสียงตอบรับดังขึ้นแผ่วเบา...
ก่อนที่เสียงนั้นจะดังขึ้นอีกครั้ง...
...อย่างหนักแน่น...
“ผมตัดสินใจแล้วครับ...ครูกวี”
.
.
.
[5.]
อนิวรรต วสุธาธาร กำลังขนของลงมาจากรถ...
รถคันนี้เป็นของจุลจักร หากแต่เจ้าของรถกลับบังคับยัดเยียดเอามาให้เขาใช้ออกไปซื้อของโดยให้เหตุผลว่ามันสะดวกกว่าการเรียกแท็กซี่และยังรับอาสาเฝ้าบ้านเป็นเพื่อนคัคนานต์ซึ่งกำลังปั่นการบ้านให้ทันเส้นตายในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ด้วย
เมื่อก้าวเข้าในตัวบ้าน เขาก็พบกับคิโยโนบุที่เดินออกมาพอดีก่อนจะตามมาด้วยจุลจักรที่เดินเอาอะไรบางอย่างไปวางไว้ที่ห้องรับแขก...ชายหนุ่มสนทนากับผู้เป็นพี่ชายเล็กน้อยแล้วจึงเอาของในถุงพลาสติกไปจัดการเก็บแยกในตู้เย็นตามบัญชาของผู้เป็นมารดา ดวงตาสีนิลนั่นเป็นประกายระยับยามเมื่อหยอกล้อกับน้องสาวและหัวคิ้วนั่นย่นเข้าหากันเป็นบางจังหวะเมื่อถูกแหย่จากพี่ชายและเพื่อนสนิท
ยังก่อน...
เขายังไม่อยากพูดเรื่องนั้นตอนนี้...
อาหารเย็นถูกเตรียมขึ้นอย่างง่ายๆโดยมีแกงจืดกะหล่ำปลียัดไส้ของโปรดของคิโยโนบุ และไข่เจียวของจุลจักรเป็นพระเอกของโต๊ะอาหาร เสียงหัวเราะดังขึ้นสลับกับเสียงพูดคุยของคนทั้งห้าเป็นช่วงระหว่างคำเคี้ยว อนิวรรตมองภาพตรงหน้าก่อนจะยิ้มออกมา...
ยังก่อน...
ขอเวลาเขาอีกสักนิด...
มื้อเย็นเลยผ่านเช่นเดียวกับท้องฟ้ายามค่ำที่เริ่มเข้ามาเยี่ยมเยือน...ผลไม้ถูกจัดเตรียมไว้บนจานหน้าโต๊ะรับแขก หากอนิวรรตกลับรับอาสาเป็นฝ่ายจัดการล้างจานเสียแทนที่จะนั่งร่วมวงอยู่ด้วยกันกับคนอื่นๆ เสียงจานกระเบื้องกระทบกันดังแผ่วแทรกเสียงหัวเราะที่แว่วผ่านจากห้องนั่งเล่น...ชายหนุ่มระบายยิ้มจางบนใบหน้าก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก...
หมดเวลาแล้วสินะ...?
น่าแปลก, ทั้งที่ไม่ได้ลังเลอะไรแล้วแท้ๆ...
แต่เขากลับพบว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะเอ่ยสิ่งที่จะพูดออกไป...
ชายหนุ่มวางจานใบสุดท้ายลงในตะแกรงก่อนจะหมุนตัวกลับมายังห้องนั่งเล่น...ดูเหมือนคัคนานต์จะหันกลับมามองเขาก่อนใคร ใบหน้าใสนั้นขยับยิ้มซุกซนทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบกลับไป คีตกาลขยับตัวเว้นที่นั่งบนโซฟาก่อนจะตบลงบนเบาะข้างตัวเบาๆพร้อมส่งเสียงเรียกลูกชายให้ลงมานั่ง หากอนิวรรตกลับไม่ขยับตัวแม้เพียงนิด...ดวงตาสีนิลนั่นเลื่อนไปจับที่ใบหน้าของแต่ละคนก่อนจะเอ่ยออกมาช้าชัดและดังพอให้ได้ยินโดยทั่วกัน...
“ผมจะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นครับ”
ดูเหมือนจุลจักรจะหันกลับไปมองหน้าหนุ่มนักวิจัยชาวญี่ปุ่นอย่างรวดเร็วแต่อนิวรรตไม่ได้สนใจอาการนั้นหากกลับเอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“ระยะทุนถึงปริญญาโทเป็นอย่างต่ำ แล้วก็ทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัยแล็ปเดียวกับพี่คิโยไปด้วย...ผมเตรียมเอกสารไว้หมดแล้ว เหลือแค่เดินเรื่อง...สิ้นเทอมนี้ผมจะยื่นใบลาออกที่โรงเรียนลูกบาศก์...แล้วคงอยู่สอนถึงเทอมหน้าเพื่อให้ทางโรงเรียนหาคนมาแทน...”
อนิวรรตสบตากับผู้เป็นพี่ชายที่พยักหน้าให้น้อยๆก่อนจะหันกลับมาหาผู้เป็นน้องสาวและมารดาของตนเอง คัคนานต์เพียงแค่ยิ้มน้อยๆและกุมมือของคีตกาลที่หันกลับมานิ่งมองลูกชายตน น้ำเสียงอบอุ่นแสนคุ้นหูมาตลอดชีวิตดังขึ้นแทรกเสียงโทรทัศน์ที่เปิดทิ้งไว้ตรงมาที่ชายหนุ่มอย่างอ่อนโยน
“แม่ถามคำถามเดียวได้ไหมจ๊ะ?”
“ครับ”
“ลูกแน่ใจแล้วนะ?”
“ครับ”
คำตอบสั้นหากชัดเจนทำให้คีตกาลระบายรอยยิ้มจางบนใบหน้าก่อนจะเอ่ยช้าชัดเช่นเดียวกับผู้เป็นลูกชาย
“งั้นก็ไปเถอะจ้ะ”
.
.
.
[6.]
จุลจักร จักราธร กำลังไม่พอใจ...
ก่อนหน้านี้เขาได้แสดงอาการไม่พอใจออกไปเมื่อเพื่อนสนิทไม่รับข้อเสนอที่จะช่วยเหลือเรื่องเงินจากเขา ในตอนนั้น เขาต้องยอมจำนนด้วยเหตุผลที่อีกฝ่ายยกขึ้นมากล่าวถึงจนยอมรามือที่จะไม่ [[ยัดเยียด]] ความช่วยเหลือด้านการเงินให้อีกฝ่ายอีก...แต่มาตอนนี้ อนิวรรตกลับรับข้อเสนอการไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นจากคิโยโนบุ...ถึงจะรู้ดีว่าอีกฝ่ายให้การนับถือหนุ่มชาวญี่ปุ่นคนนี้มากแค่ไหน แต่เขากลับไม่คิดว่าตัวเขาที่คบหากันมานานกว่าจะถูกปฏิเสธเช่นนั้น
หรือเพราะอีกฝ่ายมองว่าเขาพึ่งพาไม่ได้กันแน่...?
หากดูเหมือนว่าอนิวรรตจะรู้ความในใจของเขา ดวงตาสีนิลนั่นถึงได้หันกลับมาหาพร้อมรอยยิ้มอันแสนเจนตา
“ขอโทษที่ไม่บอกล่วงหน้า”
เขาไม่ได้ตอบอะไรออกไปราวกับนิ่งรอคำพูดถัดไปจากเพื่อนสนิท...หากรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขากลับดึงอารมณ์ที่ขุ่นมัวให้ฟุ้งขึ้นมากกว่าเดิมจนยากจะเก็บกดลงไป
“ขำอะไรของคุณ?”
น้ำเสียงห้วนสั้นพุ่งเข้าหาหนุ่มนักวิจัยที่ยังคงไม่ละรอยยิ้มไปจากใบหน้า หากคิโยโนบุกลับไม่ใส่ใจต่อท่าทีเช่นนั้น...ยังทำท่าจะเอ่ยอะไรออกมาเสียอีก แต่ดูท่าอนิวรรตจะรู้ทันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปถึงได้เอ่ยเรียกชื่อของเพื่อนสนิทตนขึ้นมาแทน
“เจ...ฉันขออะไรอย่างหนึ่งจากนายได้ไหม?”
“อะไร?”
น้ำเสียงไม่ได้อ่อนลงไปกว่าเดิม หากอนิวรรตไม่ได้ใส่ใจ ซ้ำยังก้าวเข้าไปหามากยิ่งขึ้น...ระยะห่างที่เว้นไว้ตั้งแต่แรกถูกย่นย่อจนกระทั่งเหลือแค่เพียงก้าวเดียว ก่อนที่อนิวรรตจะยิ้มออกมา
“ฉันขอฝาก...ให้นายดูแลแม่กับฟ้า...ให้นายดูแลคนสำคัญของฉัน”
คำพูดถูกเอ่ยออกมาเชื่องช้าหากหนักแน่นพอที่จะสื่อทุกอย่างออกมา...
“เพราะนายคือคนที่ฉันไว้ใจที่สุด...เท่ากับที่ไว้ใจตัวเอง”
ในวินาทีนั้น, ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะเข้าใจทุกสิ่งขึ้นมา...
ทั้งเรื่องที่อนิวรรตปฏิเสธความช่วยเหลือจากเขา...
ทั้งเรื่องที่อนิวรรตเลือกที่จะยอมรับข้อเสนอเรื่องทุน...
ทั้งเรื่องที่อนิวรรตยอมรับคิโยโนบุเป็นพี่ชาย...
ทั้งเรื่องที่...
อนิวรรตต้องการจากเขาจริงๆ...
ดังนั้นคำพูดเดียวที่ถูกส่งไปให้คนตรงหน้า...
คนที่ไว้ใจตัวเขา...เท่ากับที่ไว้ใจตัวเอง...
จึงเป็นเพียงถ้อยคำสั้นง่ายหากหนักแน่นเช่นเดียวกัน
“เข้าใจแล้ว...”
เข้าใจ...
ในทุกสิ่ง...
“...เคน”
.
.
.
[7.]
คิโยโนบุ อาเมมิยะ หยุดยืนที่ประตูหน้าบ้านวสุธาธาร...
เขากำลังจะเดินออกจากบ้านไปยังรถของตนที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้าม อนิวรรตจึงเดินออกมาส่งอย่างเช่นปกติ...หากคืนนี้ดูเหมือนว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากปกติเช่นกัน...
หนุ่มนักวิจัยชะงักเท้าที่ก้าวเดินทำให้คนมาส่งต้องหยุดตามไปด้วย...ดวงตาสีดำสนิทมองมาอย่างสงสัย หากการหมุนตัวกลับมาพร้อมกับการสบสายตาของอีกฝ่ายก็ทำให้อนิวรรตเลือกที่จะเงียบแทนการเอ่ยอะไรออกไป...
“พี่ขอถามหนึ่งคำถาม ก่อนส่งเอกสารกลับญี่ปุ่น”
คิโยโนบุขยับซองสีน้ำตาลในมือเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อเสียงเรียบ
“นี่คือการตัดสินใจเพื่อตัวนายเองใช่ไหม?”
อนิวรรตก้มลงมองซองเอกสารในมืออีกฝ่าย ดวงตาสีนิลนั่นนิ่งสงบเมื่อยามที่เงยขึ้นสบเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลของผู้เป็นพี่ชาย...
“ครับ!”
เสียงตอบรับไร้แววลังเลทำให้คิโยโนบุจุดรอยยิ้มขึ้นตรงมุมปากก่อนจะยื่นมือขวาของตนออกไปตรงหน้า
“จำเมื่อตอนที่นายสอบได้ license ของที่นี่ได้ไหม?”
เคน...
ยินดีต้อนรับ...เพื่อนร่วมอาชีพ...
“สำหรับตอนนี้...”
ดวงตาสีน้ำตาลสบนิ่งกับผู้เป็นน้องชาย...
“ยินดีต้อนรับ...เพื่อนร่วมงาน”
คำพูดสั้นง่าย หากชัดเจนในความหมายทำให้อนิวรรตอดยิ้มออกมาไม่ได้...
มือขวาของชายหนุ่มถูกยื่นออกไป...สัมผัสกับอีกฝ่าย...
กระชับแน่นราวกับให้สัญญากับตัวเอง...
“ฝากตัวด้วยครับ!”
แม้ว่าทางเดินทอดยาวนี้จะไปสิ้นสุดตรงไหน...เขายังไม่อาจเห็น
แม้ต้องตัดใจจากหลายสิ่งที่สำคัญ...หลายสิ่งที่เขารัก
หากเขาก็จะขอเลือกเส้นทางเพื่อตัวเองสักครั้ง...
ก้าวเดินออกไป...
ทีละก้าว...ทีละก้าว...
จนกว่าจะถึงจุดสิ้นสุด
.
.
.
Fin.
สรุป:
- ครูเคนตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนลูกบาศก์ครับ
- ครูเคนจะอยู่สอนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า (สิ้นเทอมสอง) แล้วคงบินไปญี่ปุ่นเพื่อเรียนภาษาก่อนเรียนต่อโทครับ
- ระหว่างนี้ ครูเคนคงอาศัยเวลาหลังเลิกเรียนไปติวภาษาอังกฤษเพิ่มจากครูกวี (จากเนื้อเรื่องในตอนนี้ ดูเหมือนครูกวีจะทราบแล้วว่าครูเคนจะลาออก แต่ครูคนอื่นๆท่าทางจะยังไม่รู้)
- จากในช่วงที่ [2.] ดูเหมือนธูปจะรู้เรื่องที่ครูเคนจะลาออกผ่านทางน้องเทียนด้วยล่ะ (?)
TALK:
- ถ้าให้อธิบายสาเหตุที่ครูเคนลาออกแล้วมันคงยืดยาวแน่เลยครับ
- เพราะฉะนั้นผมคงไม่เขียนถึงมันในเอนทรีนี้
- แต่โดยสรุป...ส่วนหนึ่งมาจากตัวผมเองล่ะครับ
- ภาระหน้าที่ที่เยอะมากขึ้น ทำให้ไม่อาจลงมาทำอะไรได้เหมือนเก่า...บางครั้งการต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่มันก็ต้องแลกและตัดใจจากสิ่งที่สำคัญ...อยู่เหมือนกัน
- ต่อแต่นี้ ผมจะเอาของค้างสต็อกที่บรรจงเขียนเก็บไว้มาลงเพื่อเป็นการเคลียร์เรื่องส่วนของครูเคนครับ
- แบ่งเป็นของพี่คิโยสักสองเอนทรี (เกี่ยวกับครูเอม) และของครูเคนสักสองหรือสามเอนทรี (ยังตัดสินใจและพยายามหาเวลาเขียนมันออกมาอยู่ครับ)
- โดยหนึ่งในเอนทรีของครูเคนนั้น ตั้งใจว่าจะเป็นการสอน...ครั้งสุดท้าย
- เพราะฉะนั้น อยากขอความร่วมมือของผู้ที่เข้ามาเอนทรีนี้ ช่วยตอบทีว่า บุตรหลานของท่านในโรงเรียนลูกบาศก์นั้น “ชื่นชม/ขอบคุณ/ขอโทษ” ใครกันบ้าง? เพื่อเป็นข้อมูลในการเขียนต่อไปครับ
- สุดท้าย...ขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านและคอมเมนท์งานของผมเสมอ
- ขอบคุณครับ...
)
)
...จะจบแล้วเหรอ?
อืมม...ขอเวลาทำใจซักครู้แล้วจะกลับมาอ่านอย่างละเอียดครับ
#1 By -((666 Error))- on 2009-10-23 22:14