[CS:โครงการส่งเสริมความเป็นไทย] ร่องรอย...
posted on 28 Jul 2008 23:09 by aki657 in CubicSchool
โครงการส่งเสริมความเป็นไทย
[[โรงเรียนลูกบาศก์ : Cubic School]]
*************************************
[4.] ร่องรอย...
.
.
.
“พรุ่งนี้ แม่อยากไปสามชุก...”
จู่ๆหญิงสาว(?)ที่นั่งอยู่ข้างซ้ายของประมุขของบ้านก็เอ่ยขึ้นกลางมื้ออาหาร ผมหยุดมือที่กำลังตักแกงจืดเต้าหูหมูสับพลางเหลือบตามามองคนพูดเล็กน้อยก่อนจะทวนคำสั้นๆ
“สามชุก?”
“ใช่จ้ะ...”
“ทำไมล่ะคะ?” เป็นยัยฟ้าที่เลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย
“พอดีตอนบ่ายแม่ดูสารคดีนำเที่ยวน่ะจ้ะ...แล้วเขาบอกว่ามีของอร่อยๆเพียบเลย...” แม่พยายามอธิบายโดยยกสิ่งจูงใจแรกขึ้นมาอ้าง...
ซึ่งผมว่านั่นน่าจะดึงดูดพ่อได้มากพอสมควร...
“ของอร่อยๆ?” พ่อทวนคำ
“ใช่ค่ะคุณ เขาว่ามีข้าวห่อใบบัวสูตรเด็ดอยู่ด้วยนะ” แม่พยักหน้ากับตัวเองเป็นการยืนยันอีกครั้ง
“น่าสนนี่...” พ่อเอ่ยก่อนจะหันมาหาคนที่นั่งข้างๆผม “เจ ไปด้วยกันไหม?”
“พรุ่งนี้ใช่มั้ยครับ?” ร่างสูงถามกลับซึ่งก็ได้เป็นอาการพยักหน้าน้อยๆจากพ่อผม “งั้นก็โอเคครับ”
“ตกลง พรุ่งนี้ไปกันหมดนี่ล่ะ...” พ่อสรุปเสร็จสรรพ “คืนนี้เจก็ค้างที่นี่เลยแล้วกัน จะได้ไม่ต้องขับรถเทียวไปเทียวมา”
“งั้นพรุ่งนี้ไปรถผมแล้วกันครับ คุณพ่อจะได้ไม่เหนื่อย...” ร่างสูงเสนอตัวพร้อมรอยยิ้มจางๆ
“ก็ดี...” พ่อพยักหน้าง่ายๆ
ผมเหลือบตามองไปทางยัยฟ้าโดยสัญชาตญาณตั้งแต่ได้ยินพ่อชวนให้เจนอนค้างที่บ้านแล้ว... และคิดไว้ไม่ผิดจริงๆที่เห็นยัยฟ้ายกยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะเสหลบสายตาดุๆที่ผมส่งไป...
โดน...เข้าให้อีกแล้วสิ?
.
.
.
“ทำอะไรอยู่วะ?”
เจถามพลางยื่นหน้าเข้ามาดูสมุดในมือผม ผมสะดุ้งน้อยๆเมื่อไม่ทันได้ตั้งตัวกับการเข้ามาของอีกฝ่าย ขณะที่เจ้าตัวกลับทำท่าไม่รู้ร้อนรู้หนาวแถมด้วยการส่งยิ้มระรื่นกลับมาให้ผมเสียอีก
“หัดเคาะประตูก่อนดิวะ...” ผมบ่น
“เคาะแล้ว...” ร่างสูงไปทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงพลางตอบ “แต่นายไม่ตอบเลยเปิดเข้ามาเลย...”
“ปกติมันต้องเคาะต่อไม่ใช่รึไง?”
“ปกติน่ะนะ...” เจว่าพลางหัวเราะน้อยๆ “แต่ยัยฟ้าบอกว่า ถ้าเคาะแล้วนายไม่ตอบให้เปิดเข้ามาเลย”
“แล้วไปเชื่อยัยฟ้าได้ยังไง?” ผมว่าพลางโคลงศีรษะไปมาอย่างอ่อนใจ “รู้ๆอยู่ว่ายัยฟ้าคิดอะไรยังจะไปเออออตามอีก...”
“ก็...บางทีมันก็น่าสนุกดีนี่หว่า”
ผมเหลือบตามองคนพูดที่หัวเราะหึๆอยู่บนเตียงก่อนจะถอนหายใจออกมาแรงๆ...
“เออๆ...สนุกให้ได้ตลอดแล้วกัน...”
ผมตอบรับหน่ายๆก่อนจะหันกลับมาจดจ่อกับงานในมือต่อ ซึ่งดูเหมือนเจจะรู้จึงตัดสินใจที่จะเงียบลงไปแทนที่จะกวนประสาทผมเหมือนอย่างเคย...
หลังจากที่เจไปรับผมที่โรงเรียนเมื่อตอนเย็น แม่ผมก็ชวนลูกชายอีกคนของบ้านทานข้าวมื้อเย็นเหมือนอย่างทุกครั้งที่เจ้าตัวมา... ความสัมพันธ์แบบนี้ดำเนินมาตั้งแต่วันแรกที่ผมพาเจมาที่บ้านตั้งแต่เมื่อเก้าปีที่แล้ว หรือตั้งแต่ตอนผมกับเจอยู่ ม. ปลายนั่นล่ะ และอาจด้วยปัญหาทางบ้านของเจทำให้เจ้าตัวรู้สึกดีที่ได้มาบ้านผม ขณะเดียวกันพ่อกับแม่ก็มองว่าอีกฝ่ายเป็นเหมือนลูกชายอีกคนไปแล้วด้วยซ้ำ...
และแม้ว่าผมกับเจจะติดธุระของตัวจนต้องห่างหายไปนานแค่ไหน...
ช่วงเวลาที่หายไปก็สามารถประสานคืนได้ทุกครั้งที่บ้านหลังนี้
เสียงกรนเบาๆดังมาจากเตียงทำให้ผมหลุดจากห้วงความคิด... แล้วเมื่อหันกลับไปมองก็พบว่าอีกฝ่ายหลับสนิทคาเตียงผมไปเสียแล้ว...
“เฮ้ย, เจ...” ผมลุกขึ้นไปเขย่าร่างของอีกฝ่าย “เจ!...ไอ้เจ!!...”
“....Z ZZ ZZZ....”
ผมถอนหายใจเมื่อเห็นว่าความพยายามของตัวเองไร้ผล ก่อนจะหอบเอางานที่ทำค้างอยู่เข้าไว้ในมือเดินออกไปยังห้องนอนแขกที่แม่เตรียมไว้ให้ เจ้าคนที่มายึดเตียงผมคืนนี้ไปแทนโดยไม่ลืมปิดไฟให้อีกฝ่ายด้วย
แค้นนี้ไว้ค่อยชำระพรุ่งนี้แล้วกัน...
.
.
.
“เคน...เคน!...ไอ้เคนโว้ย!!!”
ผมงัวเงียขึ้นจากประตูรถที่ใช้เป็นฐานรองหนุนศีรษะตัวเองอยู่ก่อนจะกระพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัสสายตาไปหาคนตรงหน้าที่ดูเหมือนกำลังขำอะไรสักอย่างอยู่...
“อะไรวะ?...”
“ฉันต่างหากที่ต้องถาม นายไปอดหลับอดนอนที่ไหนมาวะ?...” เจเอ่ยกลั้วหัวเราะทำให้ผมที่สติเริ่มกลับเข้าที่อดมองกลับไปอย่างเคืองๆไม่ได้...
“แล้วมันความผิดใครไม่ทราบ?...” ผมย้อนก่อนจะดันร่างอีกฝ่ายให้ถอยออกก่อนจะลงรถตามไป “แล้วนี่คนอื่นๆ?”
“ฉันจอดตรงหน้าตลาดให้ลงกันหมดแล้ว...”
ผมเหลียวมองไปรอบๆเพื่อจะค้นพบว่าเราจอดรถไว้ห่างจากตัวตลาดพอสมควร ก่อนที่โทรศัพท์ในกระเป๋าจะดังขึ้นเป็นทำนองที่ยัยฟ้าตั้งไว้ให้...
“อยู่ไหนกันแล้ว?” ผมกรอกเสียงลงไป
“พ่อกับแม่จะไปกินข้าวห่อใบบัวกันแล้ว พวกพี่อยู่ไหนกันอ่ะคะ?”
“ยังอยู่ที่จอดรถ...” ผมตอบพลางเหลือบมองเจที่กำลังล็อกรถอยู่ก่อนจะเดินมาสมทบข้างๆ
“งั้นเดี๋ยวนะ...” ดูเหมือนยัยฟ้าจะหันไปถามอะไรพ่อกับแม่สักครู่ก่อนจะหันกลับมาคุยกับผมต่อ
“ที่ร้านมีเหลือสามที่พอดี ยังไงแยกกันเที่ยวไปเลยแล้วกันนะพี่เคน...”
“อืม, ก็ได้...”
ผมเองก็ไม่ได้ติดใจกับข้าวห่อใบบัวอยู่แล้วนี่นะ...
“ฟ้าเหรอ?” เจที่มาหยุดยืนข้างๆเอ่ยถาม
“อืม...” ผมรับคำ “บอกว่าให้แยกกันไปน่ะ”
“อ่าฮะ...” เจพยักหน้าหงึกหงักเป็นเชิงรับรู้ “แล้วเราจะตั้งต้นที่ไหนดี?”
ผมยกมือขึ้นดูนาฬิกาเพื่อพบว่ามันเลยเที่ยงมาเพียงสิบห้านาทีก่อนจะมองไปรอบๆอีกครั้ง...
“หิวรึยัง?” ผมเอ่ยถามอีกฝ่าย
“ยัง...”
“งั้นไปพิพิธภัณฑ์ก่อน...”
“หา?” ร่างสูงเลิกคิ้วงงๆ “พิพิธภัณฑ์กลางตลาดเนี่ยนะ?”
“เออ” ผมรับคำก่อนจะออกเดินนำอีกฝ่ายไป “ตามมาไวๆก็แล้วกัน...”
.
.
.
“นายเคยมาเหรอวะ?...”
“เปล่า...”
ผมตอบเรียบๆโดยไม่ขยายความอะไรต่อหลังจากที่เราสองคนหยุดยืนอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์... ซึ่งดูเหมือนว่าอีกฝ่ายเองก็ไม่ได้ต้องการคำตอบอย่างจริงจังนักเมื่อมือใหญ่นั่นหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมา เก็บภาพบรรยากาศรอบๆไปเรียบร้อยแล้ว...
“เท่าไหร่ครับ?” ผมเดินไปตรงที่ขายแผ่นพับด้านหน้า
“45 บาทครับ” เด็กชายในชุดนักเรียนที่อยู่เฝ้าเงยหน้าตอบพร้อมรอยยิ้ม
“เอ่อ, แล้วโครงการมัคคุเทศก์น้อยนี่คืออะไรครับ?” ผมชี้ไปที่แผ่นป้ายหลังจากจ่ายเงินให้อีกฝ่ายเรียบร้อย
“อ๋อ มันเป็นโครงการที่ให้นักเรียนที่อยู่ในชุมชนได้เป็นมัคคุเทศก์นำชมที่นี่น่ะครับ”
“แบบนี้ใช่มั้ย?” เจที่พาเด็กชายที่น่าจะอายุราวๆเด็กประถมปลายอีกคนมาหยุดยืนข้างๆเอ่ยขึ้นพร้อมกับส่งยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี
“ครับ...” เด็กคนที่เฝ้าพยักหน้ารับ ท่าทางเขาจะสนิทกับเด็กที่จะมานำเที่ยวให้เรา ทั้งสองคนเลยหันไปคุยกันเองอยู่ครู่ก่อนที่มัคคุเทศก์น้อยจะนำทางไปยังจุดต่างๆของพิพิธภัณฑ์
พิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์เป็นพิพิธภัณฑ์ตลาดมีชีวิตที่ตั้งอยู่ใจกลางชุมชนตลาดสามชุก... ผมและเจเดินตามเด็กชายที่บรรยายให้เห็นถึงห้องต่างๆที่สื่อถึงภาพของตัวแทนวิถีชีวิตในชุมชนแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี...
ผมมองออกไปที่ตลาดผ่านระเบียงบ้านของขุนจำนงฯก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ...
จำได้ว่าตอนที่เรียนวิชาจิตวิทยาสิ่งแวดล้อม อาจารย์ที่สอนเคยพูดไว้ว่า หากเราจะทำความเข้าใจที่แห่งใด เราควรจะเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของที่แห่งนั้น และเช่นเดียวกันหากเราอยากรู้จักใคร เราก็ควรเรียนรู้ถึงที่มาของคนๆนั้นเช่นกัน...
เสียงกล้องที่ดังขึ้นไม่ห่างนักเรียกให้ผมหันกลับไปมอง...เจลดกล้องลงก่อนจะส่งยิ้มจางๆมาให้ ผมยิ้มตอบก่อนจะเท้าแขนเข้ากับขอบระเบียงพลางเหม่ออกไปไกล...
“นึกถึงตอนม.ปลายเหมือนกันแฮะ...” เจเปรยขึ้นลอยๆ
“แค่เปลี่ยนกล้องจากแบบแมนวลมาเป็นกล้องดิจิตอล...” ผมต่อความ “แล้วตอนนั้นนายก็ขี้เก็กกว่านี้เยอะเลยว่ะ”
“ฮ่ะ ฮ่ะ...อย่างนั้นหรอกเหรอ?”
เสียงหัวเราะของร่างสูงจางหายไปกับมวลอากาศว่างเปล่ารอบกาย ก่อนจะถูกแทรกด้วยเสียงของคนอีกกลุ่มใหญ่ที่เดินขึ้นมาชมชั้นสองของบ้าน...
“หิวแล้ว...” ผมเอ่ยขึ้นบ้าง ทำให้อีกฝ่ายก้มลงมองนาฬิกาบนข้อมือตน
“บ่ายกว่าแล้วนี่นะ?” เขาว่าก่อนจะหันกลับมาหา “งั้นก็ไปกันเถอะ...”
.
.
.
“ไปเดทกันสองคน...เป็นยังไงบ้างคะ?”
ยัยฟ้ากระซิบถามเสียงทะเล้นหลังจากเรากลับมารวมกลุ่มกันอีกครั้ง ทำให้ผมขมวดคิ้วก่อนจะถอนหายใจเบื่อๆ
“ขอทีเถอะ...”
“แหม, ฟ้าอุตส่าห์เปิดโอกาส...” เด็กสาวหัวเราะคิกคักก่อนจะชิ่งขึ้นรถไป
“เฮ้อ~~”
ผมได้แต่โคลงศีรษะไปมาอย่างอ่อนใจ...
เอาเถอะ, ถึงจะโดนจับเป็นเหยื่อจินตนาการ...
ถึงจะไม่ได้แก้แค้นเรื่องเมื่อคืน...
แต่การได้มาเห็นอะไรๆแล้วทำให้นึกถึงเรื่องดีๆที่เผลอหลงลืมไป...
นั่นมันก็เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย...
จริงไหมครับ?
.
.
.
Fin.
ติดตามต่อไปนะคะ
-หากเราจะทำความเข้าใจที่แห่งใด เราควรจะเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของที่แห่งนั้น และเช่นเดียวกันหากเราอยากรู้จักใคร เราก็ควรเรียนรู้ถึงที่มาของคนๆนั้นเช่นกัน...-
ป.ล. ตอนนี้...ให้อารมณ์แบบเพื่อนๆ ดีนะค่ะ^^~
#1 By Ruii on 2008-07-28 23:22