ปีแรกและปีเดียวที่จะทำแบบนี้
posted on 10 Nov 2011 19:57 by aki657

Crime Scene - Behind the Scene
Title: Remedy
Character: Yukimura Shinobu, Aniwat Wasuthatarn [from CS project]
Raiting: PG
Author: aki
********************************************************
“ไม่ได้เรื่องเลย”
คำพูดลอยๆนั่นทำให้ผมหันกลับไปมองอีกฝ่ายที่กำลังหมุนแก้วกระดาษที่ภายในบรรจุกาแฟยี่ห้อดังไปมาในมือ และเมื่อเห็นอาการของผม อีกฝ่ายที่เหมือนจะลืมตัวหลุดปากพูดคำนั้นออกมาเอง จึงจำเป็นต้องอธิบายต่ออย่างช่วยไม่ได้
“หมายถึงผมน่ะครับ”
เขาบอกด้วยภาษาญี่ปุ่น ซึ่งจริงๆอาจไม่จำเป็นต้องถึงขั้นตอนนี้ ถ้าเขานึกขึ้นมาได้ว่า ไอ้ประโยคที่พูดไปก่อนหน้านั้นเป็นภาษาไทย...
...และผมฟังมันไม่ออก...
คงเพราะเรายังอยู่ในสนามบิน และเท้าเรายังไม่ก้าวพ้นอาณาเขตของประเทศไทย เขาจึงอาจสับสนระหว่างเส้นแบ่งด้านภาษา อย่างไรก็ตาม ในเมื่อผมถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับ [คำพูดลอยๆ] ของเขาแล้ว มันจึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ผมจะข้องเกี่ยวกับเขาจนจบ
ผมปิดหนังสือเล่มเล็กในมือที่เอามาใช้อ่านฆ่าเวลาลง เงยหน้ามองเขาเต็มตา ทำให้เห็นรอยยิ้มบางๆที่เจ้าตัวมีติดหน้าจนเป็นนิสัยเต็มสองตา
“พี่คิโยเพิ่งเล่า...อะไรบางอย่าง...ให้ผมฟัง”
คนตรงหน้าเลือกถ้อยคำอย่างระมัดระวัง ผมเข้าใจว่าถ้าเป็นภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษเขาอาจจะใช้มันสื่อสารความรู้สึกของตนเองได้ง่ายกว่า แต่ในเมื่อเขาเลือกที่จะใช้ภาษาญี่ปุ่นด้วยความสมัครใจ ผมก็ไม่ว่าอะไร
“ก่อนหน้านี้...ผมรู้สึก...ติดค้างในใจ...ที่พี่คิโย...คล้ายกับว่า...มีเรื่องปิดบัง...” เขานิ่วหน้าก่อนจะสั่นหัวไปมาเล็กน้อย “ผมหมายถึง...มีเรื่องที่ไม่ได้บอกผม...แต่กลับบอกกับเพื่อนของผมแทน”
อ้อ...กำลังน้อยใจ...?
ผมตั้งข้อสันนิษฐานในใจเงียบๆ ซึ่งอีกฝ่ายดูจะไม่ทันสังเกตเห็นเพราะกำลังสรรหาคำมาอธิบายเพิ่มเติมให้จบเรื่อง ดวงตาสีดำนั่นหลุบต่ำมองแก้วกาแฟในมือตัวเอง และขยับมันไปมาเล็กน้อยแบบที่ผมสังเกตเห็นว่าเขามักจะทำเสมอเมื่อกังวลใจ
“แต่...ในที่สุด...พี่คิโยก็เล่าให้ผมฟัง ผมเลยคิดว่า...ที่ผมเคยคิดว่าสนิทและเข้าใจพี่คิโย ผมกลับไม่ได้เข้าใจเลยสักนิด...” เขาถอนหายใจเบาๆก่อนจะพึมพำ “ไม่ได้เรื่องเลย”
ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มองมาที่ผม แต่กลับหลุบต่ำลงที่แก้วกาแฟ แถมด้วยอาการกัดริมฝีปากนิดๆ ทำให้ผมอดขำในใจไม่ได้
ดื้อ...อย่างที่นายว่าไว้จริงๆว่ะ
“อะ!”
เสียงร้องอย่างตกใจดังขึ้นเบาๆ เมื่อผมจงใจดีดนิ้วเข้าให้ที่หน้าผากของเขา...ไม่เบานัก ดวงตาคู่นั้นเงยหน้ามองอย่างงุนงง มือที่เคยหมุนแก้วกาแฟไปมาชะงักนิ่ง และนั่นทำให้ผมเริ่มต้นเอ่ยเป็นครั้งแรกนับจากบทสนทนา
“พูดไม่มองหน้า เสียมารยาท”
“...ขอโทษครับ”
เขารีบก้มศีรษะลงเล็กน้อยขณะเอ่ย และนั่นทำให้ผมเอ่ยต่อ
“ไม่ได้เรื่องจริงๆ”
ดวงตาคู่นั้นหงอยลงอย่างเห็นได้ชัด เหมือนลูกหมาตอนถูกดุไม่มีผิด ผมส่ายหน้าไปมาเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
“นายเข้าใจฉันรึเปล่า?”
“เอ๊ะ?”
“เข้าใจรึเปล่า?”
ผมย้ำ ทำให้เขาเผลอส่ายหน้าไปมา ก่อนจะชะงักและเอ่ยตอบออกมาราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้
“...ไม่ครับ”
“ถามสิ”
“เอ๊ะ?” เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะยิ้มและส่ายหน้าไปมา “เรื่องพี่คิโย...มันไม่ง่ายขนาดนั้น”
“เพราะ?”
ผมย้อนถาม ทำให้เขานิ่งไป ดวงตาสีดำนั่นฉายแววครุ่นคิด นาน...กว่าที่เขาจะเอ่ยปากให้คำตอบออกมา
“ข้อแรก...ผมคิดว่า ถ้าอีกฝ่ายไม่เต็มใจจะบอก...เล่า เราไม่ควรเร่ง...สอดรู้...เพราะถ้าผมถูกถามตอนที่ผมไม่พร้อม ผมคงอึดอัดใจ”
มือคู่นั้นเริ่มต้นหมุนแก้วกาแฟไปมาอีกครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนวางมันไว้บนที่นั่งข้างตัวแทน
“ข้อสอง...ผมคิดว่าถึงถาม พี่คิโยคงไม่ตอบ พี่คิโยมักไม่พูด...ในสิ่งที่ไม่ต้องการพูด”
เขาเงียบไปและยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อ
“ข้อสุดท้าย...ผม...ไม่กล้าถาม”
“กลัว?”
“ประมาณนั้น”
“เพราะ?”
“ความสัมพันธ์เป็นสิ่งเปราะบาง...ผมกลัวการสูญเสีย”
“แล้วคิโยโนบุมันหายไปไหนรึไง?”
เขาชะงักก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ดวงตาคู่นั้นฉายแววรื่นเริงขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะตอบพร้อมรอยยิ้มจางๆเหมือนเคย
“ไม่ครับ ไม่ได้หายไปไหน”
“แล้วยังจะกลัวอะไร?” ผมย้อมถาม “นายอาจไม่เข้าใจ ‘ทั้งหมด’ แต่นายรู้ว่าคิโยโนบุเป็นยังไง”
เจ้าลูกหมาของหมอนั่นยิ้มรับคำพูดผมก่อนจะหลุบตาลงมองมือของตัวเองอยู่ครู่ แล้วจึงเงยหน้าขึ้นสบตาผมเหมือนเดิม
“แล้ว...ถ้าผมถาม...?”
“ฉันไม่รู้” ผมปฏิเสธทันควัน เรียกแววสงสัยขึ้นบนดวงตาคู่นั้น
“ก็นายยังไม่เคยถาม”
คำตอบนั้นเองที่เป็นตัวเรียกเสียง “หึ” เบาๆในลำคอของเขาคล้ายกับกำลังกลั้นหัวเราะ ดวงตาคู่นั้นเปลี่ยนแววไปจากเมื่อตอนเริ่มต้นบทสนทนาไปเล็กน้อย...แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้ผมกลับไปหยิบหนังสือเล่มเล็กขึ้นมาเปิดหน้าหนังสือที่อ่านค้างไว้ขึ้นมาสานต่อ
“ขอบคุณครับ”
คำพูดลอยๆทำให้ผมส่งเสียง “อืม” ตอบรับไปเบาๆ ขณะที่หูได้ยินเสียงของเขาลุกขึ้นและเดินห่างออกไป...และจากทางหางตา ผมพอที่จะมองเห็นเขาตรงไปหาเครื่องมือสื่อสารที่เรียกว่า [โทรศัพท์สาธารณะ] โดยไม่มีท่าทีลังเลหรือหยุดชะงักอีก
เป็นลูกหมาที่ดื้อจริงๆ
ผมเบนสายตากลับมาหาหนังสือในมืออีกครั้ง...มันนกำลังเล่าถึงการทดลองเชิงเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เรื่องการตัดสินใจ...
แต่ถ้าแค่ดื้ออย่างเดียว...
นายคงไม่สนใจหรอกใช่ไหม...?
เสียงผู้คนที่เดินผ่านไปมารอบตัวทำให้ผมไม่ได้ยินเสียงสนทนาระหว่างเขากับอีกฝั่งสาย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็พอจะเดาได้รางๆว่าเขากำลังคุยอะไร
เพราะอย่างนั้น...
จะรับฝากไว้อีกสักพัก...ก็แล้วกัน
.
.
.
Fin.