[Ori?] Better...

posted on 14 Nov 2009 20:50 by aki657  in Life

 

ฝนตกอีกแล้ว...

 

ผมหมุนหลอดน้ำดื่มในแก้วไปมาขณะที่สายตายังจับจ้องไปยังตัวหนังสือที่ไล่เรียงเป็นระเบียบในมือ...หนังสือรวมเรื่องสั้นของโอตสึ อิจิที่ผมซื้อมาตั้งแต่งานสัปดาห์หนังสือเมื่อคราวที่แล้ว หรือบางทีอาจเป็นสองคราวที่แล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้อ่านเสียที...จนมาวันนี้ผมถึงได้ฤกษ์หยิบมันติดกระเป๋าออกมาด้วย และได้มีโอกาสอ่านมันจนจบจนได้...

 

แน่ล่ะ, ในเมื่อฝนตกไม่หยุดมาร่วมสองชั่วโมงแล้วนี่?

 

ผมถอนหายใจเมื่อเริ่มรู้สึกล้าสายตาก่อนจะปิดหนังสือในมือลงและเขม้นมองฝ่าม่านฝนที่ร่วงหล่นเอาเป็นเอาตายอยู่ด้านนอกร้านที่ผมบังเอิญเลี้ยงเข้ามาเพราะว่าหิวโดยไม่ใส่ใจจะมองชื่อร้านด้วยซ้ำ...ร้านอาหารเล็กๆที่เมนูไม่ได้มากมายอะไรแทรกตัวอยู่ใต้โรงภาพยนตร์กลางสยามแสควร์กลายเป็นที่พักพิงชั่วคราวหลังจากจู่ๆท้องฟ้าที่สว่างจ้ามาหลายวันกลับมืดครึ่มและหักหลังคนที่อยู่ใต้ผืนฟ้านี่หน้าตาเฉย...ผมถอนหายใจอีกรอบก่อนจะหันไปสั่งกาแฟอีกแก้วจากพนักงานเสิร์ฟพลางนึกคำนวนถึงค่าใช้จ่ายในวันนี้

 

แท้จริงแล้ววันนี้ผมแค่ตั้งใจออกมาเอาพายบลูเบอรรี่ที่มีคนใจดีทำมาเผื่อ...ให้เป็นหนูลองยาเพียงเท่านั้น แต่การนัดเจอกันที่รถไฟฟ้าสยามแสควร์นี้ ทำให้ผมคิดว่าไม่น่าออกมาเพียงแค่ธุระอย่างเดียวแต่น่าจะหาอะไรอย่างอื่นแนบท้ายไปด้วยเป็นของแถม

 

หลังจากลังเลใจระหว่างการเดินเล่นที่ร้านหนังสือ กับการฆ่าเวลาที่ร้านหนังสือ...ผมกลับเดินเลี้ยวขึ้นชั้นสองของโรงภาพยนตร์ กวาดสายตาไปตามตารางบอกรอบฉาย ยกนาฬิกาขึ้นเทียบเวลา และหมุนตัวหลับไปซื้อตั๋วก่อนจะเดินเข้าโรงไปหน้าตาเฉย...

 

สองชั่วโมงหมดไปกับหนังรักกรุ่นไออุ่นดีๆสักเรื่องก็ไม่เลวนักสำหรับวันนี้...ผมเดินออกจากโรงหนังมาด้วยความอิ่มใจ หยุดดูรายชื่อผู้กำกับที่โปสเตอร์หน้าโรงหนัง ยิ้มให้กับตัวเอง ก่อนจะก้าวเท้าลงมาที่ชั้นหนึ่ง...

 

เยี่ยม, ฝนกำลังตก...

 

ผมเอามือล้วงลงกระเป๋ากางเกงยีนส์ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นเปิด ลังเลใจอยู่เสี้ยววินาทีก่อนจะกดหาเลขหมายปลายทางที่ผมจำเลขนั่นไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว หากอาศัยเทคโนโลยีเข้าช่วยในการมองปราดหารายชื่อที่ทำการบันทึกเอาไว้แทน

 

"ฝนตกล่ะ..."

"หงุดหงิดอยู่อะดิ...?"

"นิดหน่อย...หิวด้วย"

"ว้า, แย่จัง"

น้ำเสียงเริงรื่นขัดกับคำพูดถูกส่งมาให้ ผมยิ้มก่อนจะเปลี่ยนมือที่ถือโทรศัพท์ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปยังร้านค้าที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านหลัง

"กลับไม่ได้"

"ไม่ได้เอาร่มมาเหรอ?"

"อื้อ"

"อย่างนี้แหละ ฟ้าฝน เอาแน่เอานอนไม่ได้"

"อื้ม...หิว"

ผมหยุดมองรองเท้าที่ตั้งโชว์อยู่เล็กน้อยก่อนจะเดินต่อไปโดยไม่่ได้แวะเข้าไป

"ย้ำจัง...พายนั่นล่ะ?"

"กินไม่ได้ ไม่มีที่กิน"

"น่าสงสารจริง..."

 อีกฝ่ายตอบกลับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

"แวะหาที่นั่งสักร้านแล้วหาข้าวกินไป...กินช้าๆฆ่าเวลา"

"อื้อ, หาอยู่..."

"เจอยัง?"

"ตรงนั้นเหมือนมีร้านบะหมี่?"

"ก็ไปกินไป...แล้วค่อยคุยกันทีหลัง"

"อื้อ"

 

ผมกดตัดสายขณะผลักเปิดประตูร้าน ร้านไม่ได้แน่น แต่เกือบทุกโต๊ะได้รับการจับจอง ผมได้ที่นั่งเดียวติดเคาน์เตอร์ทำอาหาร...ผมไม่สนใจ ตอนนี้ขอแค่อะไรร้อนๆเข้าปากขัดกับบรรยากาศเย็นชืดรอบตัวก็เพียงพอ

 

ขณะรออาหารมาเสิร์ฟ ผมกดโทรศัพท์โทรรายงานตัวกับที่บ้านพลางมองออกไปนอกหน้าต่างร้าน พอที่จะได้เห็นระดับของลมที่แรงมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมระดับน้ำที่ขึ้นสูงจนเกือบถึงฟุตบาท...

 

เยี่ยม, จากฝนกลายเป็นพายุ...

และต่อจากพายุ...คือน้ำท่วม

 

ผมถอนหายใจอย่างเซ็งๆก่อนจะทุ่มความสนใจให้กับอาหารและต่อด้วยหนังสือในมือ แต่จนแล้วจนรอดก็สถานการณ์ก็ดูเหมือนไม่ดีขึ้น...น้ำท่วมสูงเหนือฟุตบาท ทะลักสูงเกือบครึ่งล้อรถที่จอดอยู่ด้านนอก

 

อีแบบนี้ จะพูดว่าเยี่ยมก็คงพูดไม่ออก...

 

จากที่ถอนหายใจอยู่หลายรอบ ผมเพิ่งจะมานั่งนึกขำกับเรื่องที่ผ่านมาวันนี้...ทั้งที่ตอนแรกก็นั่งทำงานอยู่กับบ้านดีๆ ไหงต้องออกมาลำบากลำบนแบบนี้ด้วย? แต่ก็นั่นล่ะ ถ้ากลับบ้านไปซะตั้งแต่แรกที่ได้รับของ ตอนนั้นฝนก็ยังไม่่ตก หรือถ้าเข้าร้านหนังสือก็คงไม่เสียเวลาเท่ากับดูหนัง หรือถ้า...

 

มันก็มีแต่คำว่า"ถ้า"ทั้งนั้น...

แต่ถ้ามองอีกแง่...มันก็คืออดีตที่แก้ไขไม่ได้

 

ประโยคนั้นผมเคยได้มาจากนิยาายที่เคยอ่านมาแสนนาน แต่ช่างเถอะ, นึกเรื่องนั้นได้ตอนนี้ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ผมหหยิยบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา นั่งไล่เบอร์ที่คุ้นเคยก่อนจะกดหาใครบางคนเล่นๆและกดตัดอย่างทันท่วงทีเมื่อนึกได้ว่าเงินในมือถือติดลบจากการโทรศัพท์เมื่อตอนก่อนเข้าร้านไปเสียแล้ว

 

แต่โทรศัพท์ก็ดังขึ้น...

 

ผมคว้ารับก่อนจะกรอกเสียงลงไป...เสียงของใครบางคนตอบรับกลับมาดูงัวเงียเหมือนคนเพิ่งตื่น เราคุยกันนาน...ทั้งเรื่องมีสาระและไร้สาระ แต่โดยสรุป...เราคุยกันนานเหลือเกิน

 

นานพอที่เรื่องขุ่นข้องหมองใจเมื่อคืนก่อนหน้านี้...จะจางหายไปได้

 

ผมรู้ดีว่าการที่เดินออกมานั่งรถไฟฟ้าจนถึงใจกลางเมืองอย่างสยามแแสควร์นั่นเป็นเพียงแค่ข้ออ้างข้อหนึ่งเท่านั้น ที่จะใช้หลบเลี่ยงหรือหลบหนีจากอะไรบางอย่างที่ฝังตัวอยู่ในหัวออกไป...และการได้พูดคุยก็เหมือนกับการได้ระบาย...ได้โยนเรื่องไม่เป็นเรื่องนั้นทิ้งไป

 

เราสองคนคุยกันจนกระัทั่งระดับน้ำลดลง ฟุตบาทเริ่มแห้ง ผมจึงขอตัดสายลงเสียทีพร้อมกับพึมพำคำขอบคุณอีกรอบที่อีกฝั่งสายคงไม่ได้ยิน...

 

ผมจ่ายเงิน เดินออกจากร้าน พร้อมความรู้สึกใหม่ที่แตกต่างไปจากกค่ำคืนที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง...เพราะมันทำให้ผมรู้ว่า บางเวลาแค่มีคนอยู่ข้างๆ มันก็ดีที่สุดแล้ว...

และนั่นคงต้องขอขอบคุณสองสายนั้นที่ได้อยู่พูดคุยยามเหงาใจถึงขีดสุดนั่นด้วยล่ะนะ, จริงไหม?

.

.

.

Fin.

 

[Ori?] In Silence...

posted on 12 Nov 2009 19:13 by aki657  in FanFic

 

 

"นี่..."

ผมส่งเสียงเรียกเขาแผ่วเบาราวกับกระซิบกับตัวเองหากเขาก็เงยหหน้าขึ้นมามองพร้อมกับอาการเลิกคิ้วน้อยๆแทนคำถาม...และเมื่อเขาเห็นว่าผมยังเลือกที่จะเงียบต่อไป มือขาวจัดนั่นก็เลื่อนห่างจากหนังสือและเอื้อมมาหาผมแทน

"มีอะไรครับ?"

เขาเอ่ยพลางลูบหัวผมเบาๆ ผมหลับตา สั่นหัว และปล่อยให้เขาทำตามใจชอบ...เสียงหัวเราะดังขึ้นให้ได้ยินเบาๆ ก่อนสัมผัสที่ได้รับจะผละห่างออกไป

"อ้อนผมอยู่เหรอ?"

"ก็...ใช่มั้ง?"

ผมตอบรับเสียงอู้อี้ก่อนจะเอนหลังกลับไปพิงกองหมอนระเกะระกะที่ตั้งไว้แต่แรก เขายิ้มอ่อนโยนก่อนจะเอ่ยถามต่ออย่างคนใจดี

"เหนื่อยเหรอครับ?"

"ไม่...ไม่เชิงหรอก" ผมปฏิเสธอย่างลังเล "....คิดว่างั้นนะ"

"พักสักหน่อยมั้ย?"

"ตอนนี้ก็พักอยู่นี่?"

"หมายถึงงาน...ที่คุณตั้งใจจะทำต่อจากนี้ต่างหาก"

"ถ้าอย่างนั้นคงไม่ได้หรอก..."

ความเงียบงันโรยตัวลงก่อนที่เขาจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

"ถ้าเลือกแล้วก็อย่าเสียใจ..."

"ไม่ได้เสียใจเสียหน่อย" 

ผมเถียง เรียกเสียงหัวเราะแผ่วเบาอีกระลอก

"ผมรู้..."

"แล้วทำไมยังพูดแบบนั้น?"

"ถึงยังไงคุณก็เหนื่อยจริงๆไม่ใช่เหรอ?"

"...นั่นก็ใช่"

"ผมกับคุณ...ไม่สิ, ผมมาจาก [[ข้างใน]] ของคุณ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผมจะรู้สิ่งที่ลึกกว่าสิ่งที่คุณแสดงออกมาให้คนอื่นเห็น"

"อื้อ...นั่นก็ใช่อีก"

มือขาวจัดแแถมยังเย็นเฉียบจนเกือบไม่ใช่มือของมนุษย์เลื่อนมาลูบหัวผมแผ่วเบา สัมผัสอุ่นไอด้วยความอ่อนโยนลอยจางอยู่ในบรรยากาศทำให้ผมเผลอหลับตาลงอีกครั้ง

"เพราะฉะนั้น..."

เสียงกระซิบนุ่มนวลดังขึ้นราวกับลอยล่องมาตามสายลมจากดินแดนอันห่างไกล

"หลับซะเถอะครับ..."

ร่างของใครบางคนสวมกอดผมไว้...

ร่างเย็นเฉียบหากให้ความรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด...

"ผมจะอยู่ข้างๆคุณเอง..."

.

.

.

แล้วท่ามกลางความเงียบนั้น...

ดูเหมือนว่า...ผมจะได้ยินเสียงของ...ลมหายใจ

.

.

.

Fin.

 

 

 

[CS-OC] MS: คำขอ

posted on 08 Nov 2009 17:55 by aki657  in CubicSchool

 

 

[CS-OC] MS: คำขอ

 

Main Characters: คิโยโนบุ ครูเอม



- lyrics -

************************************

 

[1.]

 

ดวงตาสีน้ำตาลกำลังจับจ้องที่ปฏิทินตั้งโต๊ะ...

 

วงกลมสีแดงถูกวาดไว้ล้อมรอบตัวเลขแสดงชัดถึงกำหนดการเดินทางกลับญี่ปุ่นของเขา ชายหนุ่มเคาะนิ้วลงบนโต๊ะอยู่สองสามทีราวกับใช้ความคิดก่อนจะพลิกปฏิทินกลับมายังเดือนปัจจุบัน...

 

เดือนพฤศจิกายน...

 

อีกครั้งที่ดวงตาสีน้ำตาลนั่นเลื่อนเข้าจับจ้องตัวเลขบนนั้น ตัวเลขเดี่ยวที่อาจไร้ความสำคัญสำหรับบุคคลอื่น หากเป็นตัวเลขที่เขาจำได้ขึ้นใจ...

 

ทั้งวัน เดือน ปี รวมถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น...เขายังจำได้ชัดเจน ตราติดไว้กับดวงตาทั้งสองข้าง และอาจหมายรวมถึงหัวใจ ในเมื่อเหตุการณ์นั้น...เวลานั้น คือเวลาแห่งการสูญเสีย...

 

วันที่ 9 พฤศจิกายน...

 

วันเสียชีวิตของ ฟูจิโยะ อาเมะมิยะ...

วันเสียชีวิตของแม่...ของคนสำคัญ

 

ชายหนุ่มหลับตาลงเชื่องช้าเมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และนั่นทำให้เขาประหวัดถึงห้วงเวลาที่เขาใช้ร่วมกับหญิงสาวชาวไทยอีกคน ที่สำคัญสำหรับเขาเช่นกัน...คนที่เปรียบเหมือนที่พักใจยามอ่อนแรง...

 

หลายเรื่องที่เขาตั้งใจทำก่อนการเดินทางกลับญี่ปุ่นล้วนเสร็จสิ้นเรียบร้อยไปหมดแล้ว...หากจะมีเหลือ ก็คงเป็นเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น...

 

คิโยโนบุลืมตาขึ้นก่อนจะเอื้อมมือไปหาโทรศัพท์มือถือที่ตั้งทิ้งไว้บนโต๊ะทำงาน...เขาใช้เวลาราวอีกสองสามวินาทีในการกดหมายเลขปลายทางที่คุ้นเคย และอีกราวสี่หรือห้าวินาทีในการรอเสียงสัญญาณ...จนกระทั่งในที่สุด เสียงของคนที่เขาต้องการสื่อสารด้วยก็ดังขึ้นให้ได้ยิน...

 

แม่แก้วครับ...

 

ชายหนุ่มเอ่ยเรียกอีกฝ่ายก่อนจะนิ่งไปราวกับต้องการเรียบเรียงคำพูดของตน

แล้วประโยคถัดมาก็ดังขึ้น...ชัดเจน

 

ผมมีเรื่องสำคัญจะปรึกษา...

 

.

.

.

 

[2.]

 

คุณนายเอมอรชะโงกหน้าออกมาจากครัว...

 

เสียงรถยนต์ที่แล่นผ่านเข้ามาฟังดูคุ้นหูเสียจนอดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้าออกไปมอง และเธอก็ยิ่งแน่ใจว่าสิ่งที่เธอเดาไว้นั้นไม่ได้ผิดพลาดเมื่อเสียงขององครักษ์พิทักษ์บ้านอย่างสมปองจะดังลั่นขึ้นมาแทรกกับเสียงจังหวะก้าวเดินอันคุ้นชิน

 

และนั่นทำให้เธอเริ่มเชื่อถึงหลักทฤษฎีที่รายการประเภท [[แม่บ้าน]] เลือกรับชมเคยเอามาพูดไว้หนหนึ่ง...ในรายการนั้นได้บอกเล่าไว้ว่า การได้ยินเสียงที่คุ้นชินเป็นเวลานาน ทั้งที่เป็นเสียงประเภทเดียวกัน แต่นั่นจะทำให้เราสามารถแยกแยะเสียงเหล่านั้นออกจากเสียงทั่วไปได้...อย่างเช่นเสียงรถของพ่อหนุ่มซามูไรนี่เป็นต้น

 

คุณนายเริ่มขมวดคิ้วเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเจ้าหนุ่มที่กำลังเดินมาหาเธอนั้นสัญญาไว้เสียดิบดีว่าจะเป็นคนตามรับตามส่งและดูแลลูกสาวคนเดียวของเธอ แต่เมื่อเช้านี้...ทั้งที่บอกว่าจบเรื่องงานวิจัยไปแล้ว แต่พ่อหนุ่มซามูไรนี่กลับหายตัวไร้วี่แววจนทำให้ยัยลูกสาวคนซื่อต้องกลับไปห้อยโหนรถเมล์ตามอย่างปกติ

 

โดยแท้จริงแล้วเธอไม่ได้รังเกียจ หากจะต้องให้ลูกสาวคนเดียวต้องกลับไปใช้ชีวิตอย่างเดิม...หรือไม่มีคนคอยตามรับตามส่ง แต่สิ่งที่ทำให้เธอนึกไม่พอใจน้อยๆนั่นกลับเป็นเพราะชายหนุ่มชาวญี่ปุ่นคนนี้ไม่รักษาสัญญาต่างหาก...แม้ลูกสาวเธอจะเอ่ยแก้ตัวแทนว่าเขาได้โทรมาบอกว่าติดธุระแล้วก็เถอะนะ

 

เพราะถึงอย่างไรแล้ว แม้เธอจะออกอาการ [[อยาก]] ให้ลูกสาวเร่งลงจากคานมากเท่าใดก็ตาม แต่หัวอกคนเป็นแม่นั้นก็ย่อมต้องการชายหนุ่มที่ [[ดี]] มากพอที่จะดูแลลูกสาวของเธอไปชั่วชีวิต

 

แล้วดูที่พ่อหนุ่มซามูไรทำสิ...

แบบนี้จะให้เธอไว้ใจได้อย่างไร...?

 

ในที่สุดแขกผู้มาเยือนก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าพร้อมทั้งยกมือไหว้เสียเรียบร้อย คุณนายยกมือรับไหว้นั้นอย่างแกนๆพร้อมทั้งเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์มากนัก

 

เธอมาสายนะ พ่อหนุ่ม...ยัยเอมออกไปโรงเรียนแล้ว

 

เอ่อ, ครับ ต้องขอโทษด้วยครับ

 

ธุระอะไรกัน ถึงมารับยัยเอมไม่ได้?

 

คุณนายเอมอรเอ่ยต่อโดยไม่ใส่ใจต่ออาการค้อมกายลงราวกับเป็นการขอโทษอยู่กลายๆของชายหนุ่มชาวญี่ปุ่น...และเมื่อสิ้นประโยคนั้น ดวงตาสีน้ำตาลของอีกฝ่ายก็เหลือบแลขึ้นสบมองมาที่เธอก่อนที่ริมฝีปากนั่นจะขยับเป็นรูปคำ

 

ธุระสำคัญคือ...ผมมีเรื่องจะมาเรียนคุณเอมอรครับ

 

คำพูดนั้นทำให้คุณนายเพิ่งจะสังเกตเห็นความผิดปกติของชายหนุ่มตรงหน้า...แม้หลายครั้งที่เธอจะได้เห็นชายหนุ่มในชุดแต่งกายอย่างสุภาพ หากแต่ไม่มีครั้งใดที่เหมือนครั้งนี้เช่นกัน...

 

ชุดสูทแสนสุภาพ...

ที่ราวกับชุดทางการ...

 

ด้วยสัญชาตญาณหรืออย่างไร แม้แต่ตัวคุณนายเอมอรเองก็ไม่แน่ใจนัก...แต่สิ่งที่เธอทำกลับเป็นเพียงแค่อาการพยักหน้าอย่างสงบและเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังเตรียมใจสำหรับสิ่งที่อีกฝ่ายจะเอ่ยออกมาในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้...

 

เข้ามาก่อนสิ...พ่อหนุ่ม

 

.

.

.

 

[3.]

 

สายลมอ่อนพัดผ่านบานหน้าต่าง...

 

เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเหล่านักเรียนดังลอยเข้าสู่ห้องพักครู ส่งให้เอมิกาขยับยิ้มเล็กน้อยก่อนจะหันมาหัวเราะเบาๆให้กับมุกที่นัดดาวดีปล่อยออกมาโดยไม่ตั้งใจ เธอเอ่ยทักทายและขยับหลบวิรัลและเมษาที่กำลังเดินออกไปจากห้องเพื่อไปรับประทานอาหารที่โรงอาหาร แล้วหญิงสาวจึงค่อยเดินก้าวเข้าสู่ห้องพักครู ตรงไปที่โต๊ะของตัวเอง โดยตั้งใจว่าจะใช้เวลาพักให้หมดไปกับหนังสือนิยายที่ดารันตร์เพิ่งจะนำมาให้ก่อนช่วงพักกลางวัน แต่แล้วดวงตาใต้กรอบแว่นก็ต้องฉายร่องรอยประหลาดใจเมื่อพบกับอะไรบางอย่างที่อยู่บนโต๊ะตน...

 

 

กระดาษโน้ตสีฟ้าอ่อนจางพร้อมกับลายมือที่เธอคุ้นตา

ถูกทาบทับไว้ด้วยดอกไม้ดอกเล็กสีขาวนวล...

 

...ดอกไม้ที่ทำให้เขาและเธอได้พบกัน...

...ดอกไม้แห่งความทรงจำ...

 

เธอหยิบดอกปีบดอกเล็กนั้นขึ้นไว้ในมือก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังกระดาษโน้ตแผ่นนั้นเพื่อดูเนื้อความที่เขาเขียนเอาไว้ก่อนจะต้องเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆด้วยความประหลาดใจ...

 

 

[ช่วงพักกลางวัน คุณมาพบผมที่ศาลาริมน้ำได้ไหมครับ ผมมีเรื่องสำคัญจะปรึกษาคุณ]

 

เอมิกาคว้าหยิบกระดาษโน้ตแผ่นนั้นขึ้นติดมือและเอ่ยขอตัวกับนัดดาวดีที่อยู่ร่วมห้องก่อนจะก้าวผ่านบานประตูออกไปอย่างรวดเร็ว...

 

...มีอะไรรึเปล่านะ?...

 

.

.

.

 

[4.]

 

เสียงของสายน้ำดังแว่วเข้าหู...

 

หนุ่มนักวิจัยกำลังนั่งอยู่ที่ศาลาริมทะเลของโรงเรียนลูกบาศก์ ซึ่งโดยปกติแล้วในยามพักกลางวันเช่นนี้ประตูทางเข้าจะถูกล็อกกุญแจแน่นหนา หากด้วย [[อิทธิพลมืด]] หรืออย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ ชายหนุ่มชาวญี่ปุ่นคนนี้ถึงได้สามารถ [[ขอ]] ให้ยามยอดมาช่วยเปิดประตูให้ทุกครั้งที่เขาต้องการ...อย่างเช่นครั้งนี้เป็นต้น

 

ตอนนี้ คิโยโนบุ กำลังสูบบุหรี่...

 

คิโยฮารุ, น้องชายของเขามักจะรู้ทันอยู่เสมอว่าในยามที่เขาสูบบุหรี่นั้น ส่วนใหญ่มักจะหมายความว่าเขากำลังเครียดหรือกำลังคิดถึงเรื่องงานอยู่...ซึ่งนั่นก็มีส่วนถูกอยู่มากทีเดียว แต่สำหรับครั้งนี้ คงเป็นส่วนน้อยที่คิโดยฮารุไม่ได้คาดเดาเอาไว้

 

ใช่, เขากำลังเครียด...

แต่...ไม่ใช่เรื่องงาน...

 

และด้วยเสียงหวานที่เคยคุ้นเอ่ยเรียกชื่อจากทางด้านหลัง ทำให้ชายหนุ่มรีบกดดับบุหรี่ในมือลง ควันสีขาวหม่นของมันลอยอ้อยอิ่งอยู่ชั่วครู่ก่อนจะจางหายไปกับสายลมฉ่ำเย็นจากท้องทะเลกว้าง ดวงตาสีน้ำตาลสบเข้ากับดวงตาใต้กรอบแว่นที่มองมาอย่างเป็นห่วงก่อนที่ชายหนุ่มจะเป็นฝ่ายก้มศีรษะลงเล็กน้อยและเอ่ยขึ้นมาก่อน

 

ขอโทษที่ต้องรบกวนช่วงพักครับ

 

ไม่เป็นไรหรอกค่ะ...

 

เอมิกาขยับยิ้มบางบนใบหน้าก่อนจะก้าวเท้าเข้าหาเขามากขึ้น...วินาทีนั้น, อะไรบางอย่างในตัวของเขากระซิบบอกว่าช่างดีแค่ไหนที่มีผู้หญิงคนนี้อยู่ตรงหน้า...ชายหนุ่มยิ้มรับรอยยิ้มนั่นก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบราวกับกำลังพยายามควบคุมคำพูดของตัวเอง

 

ผมคงรบกวนไม่นานหรอกครับ...

 

น้ำเสียงทุ้มนุ่มนั้นขาดหายไปชั่วอึดใจก่อนที่จะกลับมาอีกครั้ง...

หากคราวนี้กลับหนักแน่นมากขึ้น...จริงจังมากขึ้น...

 

เมื่อเช้าผมไปบ้านเอมมาครับ

 

เสียงร้องอุทานอย่างประหลาดใจดังขึ้นแผ่วเบาทำให้ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆก่อนจะเอ่ยต่อ...

 

ผมขอโทษที่ถือวิสาสะ ไปถึงบ้านโดยไม่บอกล่วงหน้าครับ

 

มีเรื่องอะไรรึเปล่าคะ คุณคิโยโนบุ?

 

หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างกังวลและผสมผสานไว้ซึ่งความประหลาดใจ...

 

ธุระสำคัญที่อีกฝ่ายโทรมาบอกเมื่อคืนนั้น...คือเรื่องนี้เองหรือ?

ถ้าอย่างนั้นแล้ว...ทำไมต้องเกี่ยวข้องกับแม่ของเธอด้วยล่ะ?

 

ผมไปขออนุญาตพบคุณเอมอรมาครับ...

 

ชายหนุ่มเอ่ยตอบก่อนจะเอื้อมมือมาจับมือของหญิงสาวเอาไว้...สัมผัสแผ่วเบาหากมั่นคงกอบกุมมือเล็กบางก่อนจะกระชับแน่นเข้าพร้อมกับคำพูดที่ถูกส่งผ่านออกมาเชื่องช้าและชัดเจนราวกับต้องการให้ทุกคำพูดนั้นถูกต้องอย่างที่สุด...

 

เพื่อขออนุญาต...ดูแล...ลูกสาวของคุณเอมอร...

 

ดวงตาสีน้ำตาลสบนิ่ง...

ย้ำคำพูดตน...หนักแน่น...

 

...ไปตลอดเวลาที่เหลือในชีวิตของผมครับ

 

.

.

.

 

[5.]

 

เสียงนาฬิกาดังกังวานในความเงียบ...

 

คงเป็นอย่างที่เขาว่ากันว่ายามที่เรารอคอยอะไรสักอย่าง แล้วปล่อยให้ความเงียบผ่านเข้ามา...เสียงที่ได้ยินนอกเหนือจากนั้นจะทะลักบาดจนเสียดหู...

 

ตอนนี้คุณนายเอมอรกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง...

 

แม้ว่าเสียงนาฬิกานั่นจะไม่ได้ดังบาดหูเธอขนาดนั้น หากก็ทำให้นึกรำคาญขึ้นมาได้อยู่เช่นกัน...คุณนายเอมอรวางหน้านิ่ง มองดูชายหนุ่มตรงหน้าต่อสายโทรศัพท์ไปที่ไหนสักที่...ที่ๆเขาบอกว่ามีคนที่อยากให้เธอคุยด้วย...และโดยไม่ต้องรอนานมากนัก เธอก็มองเห็นชายหนุ่มกรอกคำพูดภาษาไทยลงไปสองสามคำก่อนที่เขาจะเปิดสปีกเกอร์และวางมันลงบนโต๊ะเตี้ยข้างหน้าเธอ...

 

สวัสดีค่ะ คุณเอมอร...

 

เสียงหวานจากอีกฝั่งสายดังขึ้นชัดเจน แม้จะมีเสียงสัญญาณแทรกบ้างจากการส่งสัญญาณข้ามประเทศ หากนั่นก็ไม่ได้ลด [[อะไรบางอย่าง]] ในน้ำเสียงของอีกฝ่ายลงได้เลย

 

ดิฉัน การะเกด อาเมะมิยะ...เป็นแม่เลี้ยงของคิโยโนบุค่ะ

 

คำพูดแนะนำตัวนั้นทำให้คุณนายเอมอรเหลือบมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบไปอย่างมีไมตรีเช่นเดียวกัน

 

สวัสดีค่ะ ดิฉัน เอมอร เจนภพ ค่ะ...

 

ต้องขอโทษด้วยจริงๆที่ดิฉันไม่สามารถไปพบด้วยตนเอง...พอดีเจ้าลูกชายเขาใจร้อนน่ะค่ะ เลยต้องคุยกันผ่านทางนี้แทน...

 

ไม่เป็นไรค่ะ...

 

คุณนายลอบยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นคิ้วเรียวของอีกฝ่ายขมวดนิดๆ...ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นเหลือบมองมาทางเธอเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นแทรกเสียงหัวเราะเบาๆของแม่เลี้ยงตน ราวกับกลัวว่าตนจะกลายเป็นเป้าในการสนทนาครั้งนี้ไปเสียก่อน

 

แม่แก้วครับ...

 

จ้ะ แม่รู้แล้ว...ใจร้อนจริงเชียว น้ำเสียงหวานแสร้งบ่นอย่างไม่จริงจังนักก่อนจะเอ่ยต่อ เรื่องที่ดิฉันขอรบกวนเวลาของคุณเอมอรวันนี้ ก็เป็นเรื่องหนูเอมิกาน่ะค่ะ...

 

เอ๊ะ? ยัยเอมไปทำเรื่องอะไรไว้เหรอคะ?

 

อ๋อ, เปล่าหรอกค่ะ...ตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ

 

เสียงนั้นหยุดลงชั่วเสี้ยววินาทีราวกับกำลังยิ้มให้กับตนเอง ก่อนที่เสียงนั้นจะดังขึ้นอีกครั้งอย่างชัดเจน...

 

ดิฉันขอทาบทามสู่ขอหนูเอมิกา...ให้มาเป็นลูกสาวของบ้านอาเมะมิยะค่ะ

 

คำพูดนั้นทำให้คุณนายเอมอรนิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นมองคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม...ใบหน้านิ่งสงบ ขัดกับดวงตาที่ฉายแววกระวนกระวายของชายหนุ่มทำให้เธออดยิ้มออกมาไม่ได้...

 

สำหรับเรื่องนั้น...ดิฉันคงต้องแล้วแต่ยัยเอมน่ะค่ะ...

 

คุณนายเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ...หากรอยในดวงตากลับเป็นประกายระยับขึ้นมาชั่ววินาที

 

เพราะคิดว่ายัยเอม...คงยังไม่ทราบเรื่อง

 

คำพูดนั้นทำให้อีกฝั่งสายเงียบไปครู่ก่อนที่จะเอ่ยเรียกชื่อลูกชายตนด้วยน้ำเสียงกึ่งตำหนิ...

 

คิโยโนบุ...

 

ก็...แม่แก้วบอกให้คุยกับคุณเอมอร

 

ถึงอย่างนั้น ลูกก็ควรจะ...

 

อีกฝั่งสายเงียบไปอีกราวสองสามวินาทีคล้ายกลับกำลังหลบไปถอนหายใจก่อนที่จะกลับมาเอ่ยขึ้นกับคุณนายเอมอรอีกครั้งหนึ่ง

 

ดิฉันต้องขอโทษจริงๆนะคะ บางทีบทเขาจะซื่อ เขาก็ซื่อถึงขั้นซื่อบื้อเลย...

 

แม่แก้วครับ... คิโยโนบุส่งเสียงแทรกคล้ายกำลังแก้ตัวในชั้นศาล ผมไม่รู้ธรรมเนียมไทย แม่แก้วบอก...ให้มาขออนุญาตคุณเอมอร

 

เรานี่นะ...

 

ไม่เป็นไรหรอกค่ะ...ก่อนหน้านี้ก็ข้ามขั้นคล้ายๆแบบนี้อยู่เหมือนกัน

 

ตายจริง, ต้องขอโทษจริงๆเลยนะคะ

 

น้ำเสียงที่ส่งมาไม่ได้ตกอกตกใจอย่างที่ควรเมื่อคุณนายเอมอรส่งเสียงหัวเราะเบาๆกลัดติดไปกับประโยคเมื่อครู่เรียบร้อยแล้ว...

 

ไม่ได้เรื่องเลยนะ คิโยโนบุ

 

แม่แก้วครับ...

 

จ้ะๆ...แม่รู้แล้ว

 

น้ำเสียงที่อ่อนลงแบบที่ไม่เคยได้ยินของหนุ่มชาวญี่ปุ่นทำให้คุณนายเอมอรเผลอยิ้มออกมาอีกหน ก่อนจะหันกลับมาตั้งใจฟังเมื่อปลายสายส่งเสียงอีกครั้ง

 

คุณเอมอรคะ, ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ทานขนมเสน่ห์จันทร์นะคะ...

 

คำพูดแฝงนัยนั้นทำให้คุณนายยิ้มอย่างรู้ทันก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยแววยินดี

 

ดิฉันเองก็หวังว่าจะได้ทานขนมฝักบัวเคียงกับชาญี่ปุ่นเช่นกันค่ะ คุณการะเกด

 

ขอบพระคุณที่ไว้ใจลูกชายดิฉันนะคะ...

 

นั่นเพราะเจ้าตัวด้วยนั่นล่ะค่ะ

 

ดีใจที่ได้ยินอย่างนั้นค่ะ เสียงหัวเราะดังลอดผ่านมาตามสายอีกครั้ง ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดี ดิฉันจะไปจัดการตามประเพณีนะคะ

 

แล้วดิฉันจะเตรียมขนมทั้งสองเอาไว้รับรองค่ะ

 

ขอบคุณค่ะ อีกฝ่ายเงียบลงก่อนจะเอ่ยเรียกลูกชายตนอีกครั้ง คิโยโนบุ, ที่เหลือก็หน้าที่ของลูกแล้วนะ

 

ครับ...

 

คุณนายเอมอรมองดูชายหนุ่มที่ตอบรับคำ ทั้งที่เพิ่งขมวดคิ้วน้อยๆยามที่ได้ยินชื่อขนมไทยทั้งสอง...และหลังจากที่ตัวเธอได้เอ่ยร่ำลากับแม่เลี้ยงของคนตรงหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เสียงสัญญาณถี่ๆก็ดังขึ้นให้ได้ยิน...

 

ชายหนุ่มจ้องมองโทรศัพท์อยู่ครู่ราวกับรวบรวมสมาธิก่อนจะหยิบมันขึ้นตัดสายแล้วเก็บมันเข้ากระเป๋า ใบหน้าคมคายนั่นเงยขึ้นสบสายตากับคุณนายเอมอรที่มองตอบกลับไปเช่นกัน...

 

ดูเหมือนความเงียบจะโรยตัวลงชั่วขณะก่อนที่ชายหนุ่มจะก้มศีรษะลง...

และเอ่ยออกมา...

 

ผมขออนุญาตดูแลคุณเอม...ด้วยเวลาที่เหลือในชีวิตของผมครับ

 

.

.

.

 

[6.]

 

คิโยโนบุ อาเมะมิยะ ได้ยินเสียงของเหล่านักเรียนดังแว่วมาจากที่ไกลๆ...

 

ชายหนุ่มรู้ตัวดีว่าตนเองไม่ถนัดภาษาไทยนัก ถึงจะสามารถพูดได้คล่องและสื่อสารกับผู้อื่นได้ แต่หลายครั้ง ความแตกต่างทั้งในแง่ความหมายของคำและวัฒนธรรมต่างๆของไทยก็เป็นปัญหาสำหรับชายหนุ่มอยู่เช่นกัน ดังนั้นถ้าเป็นเรื่องที่สำคัญแล้ว ชายหนุ่มจึงมักเลือกสรรถ้อยคำและเรียบเรียงมาอย่างดี เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆเกิดขึ้นได้

 

แต่ดูเหมือนการกระทำนั้นจะไร้ผลในคราวนี้...

 

ในเมื่อตอนนี้ในหัวของเขาแทบจะว่างเปล่า ฝ่ามือเย็นเฉียบกระชับมือบอบบางของหญิงสาวให้แน่นขึ้นกว่าเดิม ส่วนคำพูดที่ได้ตระเตรียมไว้ก็กระเจิงหายไปกับสายลมที่พัดผ่านเมื่อครู่ไปเรียบร้อย

 

เพราะฉะนั้น...คำพูดที่กำลังจะเอ่ยต่อ...

จึงล้วนซื่อตรงมาจาก...หัวใจ

 

ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตาสีน้ำตาลจ้องตรงไปยังดวงตาใต้กรอบแว่นที่บัดนี้เบิกกว้างจากประโยคเมื่อครู่ของเขา หนุ่มนักวิจัยขยับยิ้มบนใบหน้าก่อนจะเอ่ยต่อเชื่องช้า

 

ไม่ได้หมายความว่าจะให้คุณไปอยู่ที่ญี่ปุ่นกับผม...ผมทราบว่าคุณมีสิ่งสำคัญอยู่ที่นี่...ผมแค่อยากให้คุณรู้ว่า...คุณสำคัญสำหรับผมมากแค่ไหน

 

หญิงสาวตรงหน้าก้มหลบสายตาของเขาลง และจากมุมมองของเขา เขาพอจะมองเห็นใบหูแดงเรื่อของอีกฝ่ายได้ชัดเจน...เขายิ้มก่อนจะกระชับมือของเธอให้แน่นขึ้นกว่าเดิมเพื่อยืนยันคำพูดของตน

 

ถ้าสิ่งที่ผมทำ ทำให้คุณลำบากใจ ผมต้องขอโทษด้วย

 

มะ...ไม่ใช่นะคะ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบสายตาชายหนุ่มเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะเสหลบไปอีกครั้ง แต่ว่า...

 

คุณคงต้องการเวลาคิด... ชายหนุ่มยิ้มบางบนใบหน้าก่อนจะละมือลง ไม่จำเป็นต้องตอบตอนนี้ก็ได้ครับ

 

ขอบคุณค่ะ

 

เมื่ออีกฝ่ายกระซิบตอบเสียงแผ่ว คิโยโนบุจึงผงกศีรษะเล็กน้อยเป็นการตอบรับก่อนจะถอยห่างออกไปราวครึ่งก้าว...เขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาเพิ่งเอ่ยออกไปเป็นเรื่องใหญ่...เรื่องสำคัญ เพราะมันคือการผูกพันสองชีวิตให้เดินเคียงข้างกันไปจนกว่าเวลาหรือลมหายใจของทั้งสองจะหยุดลง

 

ไม่ว่าคุณ...จะตอบรับหรือปฏิเสธ... ชายหนุ่มเอ่ย ผมจะยอมรับทุกคำตอบของคุณ

 

ดวงตาสีน้ำตาลจ้องตรง...แน่วแน่...

 

ในเมื่อคนตรงหน้าเป็นคนสำคัญ...

ไม่ว่าจะเกิดอะไรหรือเป็นอย่างไร...

 

คนๆนี้ก็ยังคงสำคัญ...

ยังคงมีความหมายสำหรับเขา...

 

...ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง...

 

.

.

.

 

TBC.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สรุป

  1. พี่คิโยได้กำหนดกลับญี่ปุ่นแล้ว ตรงกับวันที่ 26 ธันวาคม
  2. เลยคิดว่าควรจัดการอะไรบางอย่างให้เรียบร้อย
  3. นั่นคือการ[[ขอแต่งงาน]]
  4. และพี่ท่านก็ข้ามขั้นตอน (อีกแล้ว) ด้วยการไปขอกับผู้ใหญ่ก่อน ให้แม่แก้วโทรคุยข้ามประเทศให้
  5. คุณนายเอมอรเขา....(อ่านตอนแถมครับ)
  6. แล้วเลยไปขอครูเอมเอาวันที่ 9 พฤศจิกายน (ตรงกับวันเสียชีวิตของแม่ฟูจิโยะ...แม่แท้ๆ)
  7. ครูเอมยังไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ พี่คิโยก็ยังไม่เอาคำตอบ...แค่ขอให้ตอบก่อนเขากลับญี่ปุ่นก็พอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ของแถม

.

.

.

 

คุณนายเอมอรนิ่งมองชายหนุ่มตรงหน้า...

 

อีกฝ่ายกำลังก้มศีรษะนิ่งหลังจากเอ่ยประโยคนั้นออกมา ทำให้เธออดนึกเอ็นดูคนๆนี้ขึ้นมาไม่ได้...หากแต่เธอก็ไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจเสียทั้งหมด เพราะถึงอย่างไรแล้ว เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของ [[คนสองคน]] อยู่ดี...

 

คุณนายยิ้มจางเมื่อนึกถึงชื่อของขนมที่เพิ่งได้ยินและตนเพิ่งได้เอ่ยออกไป...[[เสน่ห์จันทร์]] และ [[ขนมฝักบัว]] ทั้งสองล้วนเป็นขนมสำหรับงานพิธีมงคลสมรส...สำหรับเธอแล้ว ทางบ้านอามะมิยะนั้นถือว่าฉลาดและใช้ได้ทีเดียวที่เลือกวิธีการพูดเช่นนี้...

 

ถ้าจะฝากฝังลูกสาวของเธอไว้กับอีกฝ่ายล่ะก็...

 

เรื่องนี้แล้วแต่ยัยเอมเถอะ... ผู้สูงวัยเอ่ยพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน ฉันไว้ใจเธอ...คิโยโนบุ

 

ครับ! ขอบคุณมากครับ!”

 

.

.

.

ถ้าจะฝากฝังลูกสาวของเธอไว้กับอีกฝ่ายล่ะก็...

ความสุข...ก็คงไม่หลุดหายไปไหน

.

.

.

 

Fin.(?)