ไม่ขออะไรมาก...
 
ขอแค่นี้เอง...
 
 
 
 
 
 
.
.
.
 
 
 
 
 
 

[CrimeScene] Remedy

posted on 18 Oct 2011 21:01 by aki657

 

 

Crime Scene - Behind the Scene

 

Title:                Remedy

Character:       Yukimura Shinobu, Aniwat Wasuthatarn [from CS project]

Raiting:           PG      

Author:            aki

 

********************************************************

 

“ไม่ได้เรื่องเลย” 

 

คำพูดลอยๆนั่นทำให้ผมหันกลับไปมองอีกฝ่ายที่กำลังหมุนแก้วกระดาษที่ภายในบรรจุกาแฟยี่ห้อดังไปมาในมือ และเมื่อเห็นอาการของผม อีกฝ่ายที่เหมือนจะลืมตัวหลุดปากพูดคำนั้นออกมาเอง จึงจำเป็นต้องอธิบายต่ออย่างช่วยไม่ได้

 

“หมายถึงผมน่ะครับ”

 

เขาบอกด้วยภาษาญี่ปุ่น ซึ่งจริงๆอาจไม่จำเป็นต้องถึงขั้นตอนนี้ ถ้าเขานึกขึ้นมาได้ว่า ไอ้ประโยคที่พูดไปก่อนหน้านั้นเป็นภาษาไทย...

 

...และผมฟังมันไม่ออก...  

 

คงเพราะเรายังอยู่ในสนามบิน และเท้าเรายังไม่ก้าวพ้นอาณาเขตของประเทศไทย เขาจึงอาจสับสนระหว่างเส้นแบ่งด้านภาษา อย่างไรก็ตาม ในเมื่อผมถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับ [คำพูดลอยๆ] ของเขาแล้ว มันจึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ผมจะข้องเกี่ยวกับเขาจนจบ

 

ผมปิดหนังสือเล่มเล็กในมือที่เอามาใช้อ่านฆ่าเวลาลง เงยหน้ามองเขาเต็มตา ทำให้เห็นรอยยิ้มบางๆที่เจ้าตัวมีติดหน้าจนเป็นนิสัยเต็มสองตา

 

“พี่คิโยเพิ่งเล่า...อะไรบางอย่าง...ให้ผมฟัง”

 

คนตรงหน้าเลือกถ้อยคำอย่างระมัดระวัง ผมเข้าใจว่าถ้าเป็นภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษเขาอาจจะใช้มันสื่อสารความรู้สึกของตนเองได้ง่ายกว่า แต่ในเมื่อเขาเลือกที่จะใช้ภาษาญี่ปุ่นด้วยความสมัครใจ ผมก็ไม่ว่าอะไร

 

“ก่อนหน้านี้...ผมรู้สึก...ติดค้างในใจ...ที่พี่คิโย...คล้ายกับว่า...มีเรื่องปิดบัง...” เขานิ่วหน้าก่อนจะสั่นหัวไปมาเล็กน้อย “ผมหมายถึง...มีเรื่องที่ไม่ได้บอกผม...แต่กลับบอกกับเพื่อนของผมแทน”

 

อ้อ...กำลังน้อยใจ...? 

 

ผมตั้งข้อสันนิษฐานในใจเงียบๆ ซึ่งอีกฝ่ายดูจะไม่ทันสังเกตเห็นเพราะกำลังสรรหาคำมาอธิบายเพิ่มเติมให้จบเรื่อง ดวงตาสีดำนั่นหลุบต่ำมองแก้วกาแฟในมือตัวเอง และขยับมันไปมาเล็กน้อยแบบที่ผมสังเกตเห็นว่าเขามักจะทำเสมอเมื่อกังวลใจ

 

“แต่...ในที่สุด...พี่คิโยก็เล่าให้ผมฟัง ผมเลยคิดว่า...ที่ผมเคยคิดว่าสนิทและเข้าใจพี่คิโย ผมกลับไม่ได้เข้าใจเลยสักนิด...” เขาถอนหายใจเบาๆก่อนจะพึมพำ “ไม่ได้เรื่องเลย”

 

ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มองมาที่ผม แต่กลับหลุบต่ำลงที่แก้วกาแฟ แถมด้วยอาการกัดริมฝีปากนิดๆ ทำให้ผมอดขำในใจไม่ได้

 

ดื้อ...อย่างที่นายว่าไว้จริงๆว่ะ 

 

“อะ!”

 

เสียงร้องอย่างตกใจดังขึ้นเบาๆ เมื่อผมจงใจดีดนิ้วเข้าให้ที่หน้าผากของเขา...ไม่เบานัก ดวงตาคู่นั้นเงยหน้ามองอย่างงุนงง มือที่เคยหมุนแก้วกาแฟไปมาชะงักนิ่ง และนั่นทำให้ผมเริ่มต้นเอ่ยเป็นครั้งแรกนับจากบทสนทนา

 

“พูดไม่มองหน้า เสียมารยาท”

 

“...ขอโทษครับ”

 

เขารีบก้มศีรษะลงเล็กน้อยขณะเอ่ย และนั่นทำให้ผมเอ่ยต่อ

 

“ไม่ได้เรื่องจริงๆ”

 

ดวงตาคู่นั้นหงอยลงอย่างเห็นได้ชัด เหมือนลูกหมาตอนถูกดุไม่มีผิด ผมส่ายหน้าไปมาเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ

 

“นายเข้าใจฉันรึเปล่า?”

 

“เอ๊ะ?”

 

“เข้าใจรึเปล่า?”

 

ผมย้ำ ทำให้เขาเผลอส่ายหน้าไปมา ก่อนจะชะงักและเอ่ยตอบออกมาราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้

 

“...ไม่ครับ”

 

“ถามสิ”

 

“เอ๊ะ?” เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะยิ้มและส่ายหน้าไปมา “เรื่องพี่คิโย...มันไม่ง่ายขนาดนั้น”

 

“เพราะ?”

 

ผมย้อนถาม ทำให้เขานิ่งไป ดวงตาสีดำนั่นฉายแววครุ่นคิด นาน...กว่าที่เขาจะเอ่ยปากให้คำตอบออกมา

 

“ข้อแรก...ผมคิดว่า ถ้าอีกฝ่ายไม่เต็มใจจะบอก...เล่า เราไม่ควรเร่ง...สอดรู้...เพราะถ้าผมถูกถามตอนที่ผมไม่พร้อม ผมคงอึดอัดใจ”

 

มือคู่นั้นเริ่มต้นหมุนแก้วกาแฟไปมาอีกครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนวางมันไว้บนที่นั่งข้างตัวแทน

 

“ข้อสอง...ผมคิดว่าถึงถาม พี่คิโยคงไม่ตอบ พี่คิโยมักไม่พูด...ในสิ่งที่ไม่ต้องการพูด”

 

เขาเงียบไปและยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อ

 

“ข้อสุดท้าย...ผม...ไม่กล้าถาม”

“กลัว?”

 

“ประมาณนั้น”

 

“เพราะ?”

 

“ความสัมพันธ์เป็นสิ่งเปราะบาง...ผมกลัวการสูญเสีย”

 

“แล้วคิโยโนบุมันหายไปไหนรึไง?”

 

เขาชะงักก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ดวงตาคู่นั้นฉายแววรื่นเริงขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะตอบพร้อมรอยยิ้มจางๆเหมือนเคย

 

“ไม่ครับ ไม่ได้หายไปไหน”

 

“แล้วยังจะกลัวอะไร?” ผมย้อมถาม “นายอาจไม่เข้าใจ ‘ทั้งหมด’ แต่นายรู้ว่าคิโยโนบุเป็นยังไง”

 

เจ้าลูกหมาของหมอนั่นยิ้มรับคำพูดผมก่อนจะหลุบตาลงมองมือของตัวเองอยู่ครู่ แล้วจึงเงยหน้าขึ้นสบตาผมเหมือนเดิม

 

“แล้ว...ถ้าผมถาม...?”

 

“ฉันไม่รู้” ผมปฏิเสธทันควัน เรียกแววสงสัยขึ้นบนดวงตาคู่นั้น

“ก็นายยังไม่เคยถาม”

 

คำตอบนั้นเองที่เป็นตัวเรียกเสียง “หึ” เบาๆในลำคอของเขาคล้ายกับกำลังกลั้นหัวเราะ ดวงตาคู่นั้นเปลี่ยนแววไปจากเมื่อตอนเริ่มต้นบทสนทนาไปเล็กน้อย...แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้ผมกลับไปหยิบหนังสือเล่มเล็กขึ้นมาเปิดหน้าหนังสือที่อ่านค้างไว้ขึ้นมาสานต่อ

 

“ขอบคุณครับ”

 

คำพูดลอยๆทำให้ผมส่งเสียง “อืม” ตอบรับไปเบาๆ ขณะที่หูได้ยินเสียงของเขาลุกขึ้นและเดินห่างออกไป...และจากทางหางตา ผมพอที่จะมองเห็นเขาตรงไปหาเครื่องมือสื่อสารที่เรียกว่า [โทรศัพท์สาธารณะ] โดยไม่มีท่าทีลังเลหรือหยุดชะงักอีก

 

เป็นลูกหมาที่ดื้อจริงๆ 

 

ผมเบนสายตากลับมาหาหนังสือในมืออีกครั้ง...มันนกำลังเล่าถึงการทดลองเชิงเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เรื่องการตัดสินใจ...

 

แต่ถ้าแค่ดื้ออย่างเดียว...

นายคงไม่สนใจหรอกใช่ไหม...?

 

เสียงผู้คนที่เดินผ่านไปมารอบตัวทำให้ผมไม่ได้ยินเสียงสนทนาระหว่างเขากับอีกฝั่งสาย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็พอจะเดาได้รางๆว่าเขากำลังคุยอะไร

 

เพราะอย่างนั้น...

จะรับฝากไว้อีกสักพัก...ก็แล้วกัน

.

.

.

 

Fin.

 

 

 

[JI ficlet] Hitomi wo Tojite

posted on 15 Oct 2011 16:32 by aki657
 
 
 
 
เรื่องของเราเริ่มต้นด้วยความเงียบ...
 
.
.
.
 
รสชาติของเบียร์แม้นุ่มละมุน หากก็ขมปร่าอยู่ในที มันติดอยู่บนริมฝีปาก...ทั้งของผมและของเขา เมื่อเราเริ่มต้นจูบกันเมื่อครู่...
 
แค่อารมณ์พาไป...?
 
ผมถามตัวเองและปฏิเสธความคิดนั้นในวินาทีต่อมา ถึงผมจะเอาอารมณ์เป็นตัวนำพาอยู่หลายครั้ง แต่ไม่ใช่กับครั้งนี้ ถึงกองกระป๋องเบียร์เปล่าจะกองสูงระเกะระกะอยู่ใกล้ๆ แต่มันไม่ได้มอมเมาผมจนทำให้ขาดสติ...กลับกันแล้วริมฝีปากตรงหน้านี้ต่างหาก ที่ชักนำอารมณ์ของผมให้กระเจิดกระเจิง
 
ความรัก...?
 
ผมไม่มีคำตอบให้คำถามนี้ มันเป็นเพียงข้อสันนิษฐานอันไร้หลักฐานมาเป็นข้อยืนยัน...ผมรู้จักกับเขามาเกินกว่าครึ่งชีวิต...และหากการที่ผมจูบเขามันเริ่มจต้นจากความรัก แล้วทำไมผมถึงเพิ่งมารู้สึกตัวตอนนี้...?
 
แต่ก็นั่นล่ะ มันสำคัญตรงไหนกัน...?
 
หลังจากผ่านไปหลายวินาที เขายังคงไม่ได้ถามอะไร และยังมองผมด้วยดวงตาคู่เดิมแบบที่มองผมมาตลอด หากคราวนี้มันฉายแววบางอย่างคล้ายรอยครุ่นคิดที่ผมเองก็ไม่เข้าใจ...ผมและเขาสบตากันนิ่ง ขณะที่เสียงของสายฝนภายนอกดังซ่าเข้ามาเมื่อมันกระทบประตูกระจกที่ระเบียง 
 
นี่คือจุดเริ่มต้น...?
 
แล้วในที่สุด มือที่ตกห้อยอยู่ข้างลำตัวของเขาก็เอื้อมออกมาหาผมข้ามผ่านลำคอ สัมผัสล้อมและโน้มมันลงมา เข้าหาใบหน้า และเป็นฝ่ายเริ่มต้นสัมผัสริมฝีปากของผมบ้าง
 
เรากำลังจูบกัน...?
 
ผมหลับตาลงขณะที่สัมผัสได้ถึงรสชาติของเขา กลิ่นเมนทอลจางๆลอยอวลอยู่ภายใน ผสานกับกลิ่นโคโลญจ์ที่เขาใช้เป็นประจำ...ภาพของเขา แม้ผมจะมองไม่เห็น แต่มันก็ชัดเจน...
 
ร่างของเขาเตี้ยกว่าผมเล็กน้อย ทั้งยังบางกว่า แต่ไม่ได้แสดงถึงความอ่อนแอแต่อย่างใด มือของเขามักจะเย็น ทั้งยังหยาบจากการทำงานหนักในอดีตรวมถึงการจับกีต้าร์ขึ้นฝึกซ้อมแทบทุกวัน เส้นผมของเขาไม่ได้พลิ้วสวยเหมือนของผู้หญิง แต่ก็น่ามอง และน่าสัมผัส...
 
ทุกอย่างมันปรากฏชัด...
แม้ผมจะหลับตา...
 
ผมโยนคำว่าเหตุผลทิ้งไป สัมผัสเขาอย่างหิวกระหาย ปล่อยให้อารมณ์นำพาไป ตอบสนองความต้องการของกันและกัน ท่ามกลางเสียงสายฝนที่ซัดสาดแรงขึ้นเรื่อยๆ 
 
ปล่อยให้สิ่งนี้...การกระทำนี้...
กลายเป็นจุดเริ่มต้นของพวกเรา...
 
และแม้มันจะชักพาให้ถึงจุดจบ...
 
ณ ตอนนี้ ผมก็ไม่ว่าอะไร
 
.
.
.
 
Fin.