[CS] MS: At the world’s end…

posted on 03 Nov 2009 23:06 by aki657  in CubicSchool

 

สืบเนื่องจากเอนทรี [CS] MS - Before the world ends... 

 

[CS] MS: At the world’s end…

 

Main Characters: ครูเคน ครูปราบ เจ

 

*************************************

 

[1.]

 

จุลจักร จักราธร กำลังสูบบุหรี่...

 

ควันสีเทาหม่นลอยสูงก่อนจะขยับปลิวหายลับไปในท้องฟ้ายามค่ำ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองผืนฟ้าสีดำมืดและไร้ซึ่งดวงดาวของเมืองหลวงก่อนจะดึงมวนบุหรี่ออกจากริมฝีปากและลดสายตาลงจับจ้องที่ประกายสีแดงวาบของมัน

 

ตอนนี้เขากำลังปล่อยสมองให้โล่ง...

 

เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นเมื่อช่วงกลางวันทำให้เขาตัดสินใจไม่กลับห้องพักในช่วงเย็นดังเช่นปกติ แต่เลือกที่จะจอดรถไว้ติดริมน้ำเจ้าพระยา เฝ้ามองดวงไฟหลากสีที่เคลื่อนผ่านบนผิวน้ำรวมถึงผู้คนมากมายที่ขึ้นจากท่าเรือเพื่อกลับสู่การพักผ่อนแสนสงบยามค่ำคืนในแหล่งพักพิงของตนเองแทน

 

เสียงโทรศัพท์เคลื่อนที่ในกระเป๋าดังขึ้นหลังจากเข็มสั้นของนาฬิกาเคลื่อนผ่านเลขเก้ามาได้เล็กน้อย ชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมาเพ่งมองหน้าจอที่กระพริบวูบวาบตามจังหวะเพลงก่อนจะกดรับสายโดยไม่ได้พูดอะไรออกไปแม้คำ...

 

เจ...

 

คลื่นสัญญาณถูกส่งมาเพียงเท่านั้น...คำสั้นๆ หากคนฟังกลับรู้สึกได้ถึงความอ่อนแรงในน้ำเสียง...มือแกร่งทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้นก่อนจะกดดับมันด้วยพื้นรองเท้าหนาหนักของตนพลางกรอกเสียงตอบรับห้วนสั้นลงไปอย่างรวดเร็ว

 

รอฉัน! เคน!”

 

.

.

.

 

[2.]

 

จุลจักร จักราธร วางกระป๋องน้ำผลไม้ลงตรงหน้าอีกฝ่าย...

 

เขาทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามเพื่อนสนิทพลางยกกระป๋องของตนขึ้นดื่ม ไร้คำพูด ไร้การซักถาม มีเพียงความเงียบงันที่ลอยตัวกลมกลืนไปกับอากาศภายในห้อง...จุลจักรวางกระป๋องน้ำของตนลงบนโต๊ะก่อนจะลากปลายนิ้วไปบนโลหะเย็นเฉียบนั้นเป็นเส้นตรงแล้วจึงดึงมือกลับมาพาดไว้บนตักของตน

 

จบแล้วล่ะ...

 

คำพูดเรียบๆดังมาจากฝั่งตรงข้ามทำให้ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาสีนิลของอีกฝ่ายกำลังจับจ้องที่กระป๋องน้ำผลไม้บนโต๊ะโดยไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นแตะต้องมันทำให้เขาถอนหายใจเบาๆก่อนจะหยิบกระป๋องของตัวเองขึ้นดื่มและเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

 

อยากเล่ามั้ย?

 

อนิวรรตส่ายศีรษะน้อยๆกลับมาแทนคำตอบ ท่ามกลางความเงียบที่ล่องลอย เขามองเห็นดวงตาที่เหม่อจ้องเลยไปไกลกว่ากระป๋องน้ำผลไม้ที่ตั้งตรงหน้า...เลยไปไกลกว่านั้นมาก หากเขาเองก็ไม่อาจทราบว่ามันไปสิ้นสุดลงตรงไหน อาจเป็นแค่พื้นโต๊ะ หรือาจย้อนเลยไปถึงเหตุการณ์เมื่อตอนหัวค่ำนั่นก็ได้...จุลจักรเอียงกระป๋องน้ำผลไม้ไปมาจนได้ยินเสียงคลื่นแผ่วเบาก่อนจะเอ่ยต่อ

 

ถ้าอยากพูดเมื่อไหร่ก็บอก ฉันรออยู่ตรงนี้

 

...ขอบใจ เจ

 

ไม่เป็นไร

 

เขาลุกขึ้น วางมือบนไหล่ของเพื่อนสนิทตนก่อนจะตบลงไปเบาๆอยู่สองสามครั้งแล้วจึงเดินผ่านออกมาที่โซฟาในห้องนั่งเล่น ชายหนุ่มก้มหยิบรีโมทเครื่องเสียงบนโต๊ะเตี้ยหน้าโซฟาก่อนจะกดเปิดมัน...เสียงเพลง November rain ของ Guns ‘N’ Roses ดังขึ้นจากแผ่นซีดีที่เขาใส่ค้างไว้ในเครื่อง จุลจักรเหยียดยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะทรุดกายลงบนโซฟาตัวนุ่มตามลำพัง

 

มีอะไรให้ช่วยก็บอก!”

 

เขาตะโกนฝ่าเสียงเพลงกลับไป และได้ยินเสียงขอบคุณเป็นการตอบรับดังกลับมา นั่นทำให้เขาเอนหลังลงพิงพนักโซฟาพลางหลับตาลงเชื่องช้า ปล่อยให้อนิวรรตได้ใช้เวลากับตนเองตามแต่จะพอใจ

 

แล้วเวลาก็เคลื่อนผ่านไป...

 

.

.

.

 

[3.]

 

นาฬิกาชี้บอกเวลาเกือบห้าทุ่ม...

 

เสียงเพลงเปลี่ยนไปบทแล้วบทเล่า หากกลับไม่มีเสียงอื่นใดหรือความเคลื่อนไหวจากคนในห้อง...แต่แล้วจุลจักรก็ขยับกายเอื้อมมือหยิบโทรศัพท์ที่ตั้งไว้ข้างโซฟาขึ้นมากดหมายเลขปลายทางอย่างคุ้นเคย

 

เจ้าหญิง...

 

เขากรอกเสียงลงไปพลางเหลือบมองกลับเข้าไปในห้องครัว...

 

เคนอยู่กับพี่ ไม่ต้องห่วง...

 

ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนก่อนจะก้าวตรงไปหาเพื่อนสนิทที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม...

 

ดึกแล้ว คงค้างที่นี่ล่ะ...ฝากบอกคุณแม่ด้วยนะ...ล็อกบ้านดีๆ แล้วมีอะไรก็โทรมาบัญชาได้นะขอรับ เจ้าหญิง

 

ดวงตาสีนิลของเพื่อนสนิทเหลือบมองมาทางเขาเล็กน้อยก่อนจะยิ้มอ่อนๆออกมา เขาพูดกรอกเสียงลงตามสายอีกสองสามประโยคก่อนจะเอ่ยลาฟากสายปลายทางและยกมือขึ้นกอดอกพลางเอนกายพิงผนังห้องครัวเย็นเฉียบจากอุณหภูมิห้องที่ลดต่ำลงจากเมื่อตอนกลางวัน

 

ขอบใจ...

 

ไม่เป็นไร...

 

ไม่ไหวเลย...ทำให้นายลำบากไปด้วย

 

ถ้านายพูดอย่างนั้น ฉันจะโกรธนาย เคน

 

...อืม

 

อีกฝ่ายครางรับในลำคอก่อนจะเลื่อนสายตากลับมาจับจ้องที่กระป๋องน้ำผลไม้ตามเดิม จุลจักรมองตามสายตานั้นก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วค่อยก้าวเข้ามาดึงกระป๋องน้ำนั้นไปไว้ในมือตน

 

ถ้าไม่กินก็ไปนอนได้แล้ว...

 

แล้วนาย?

 

ทำงาน...

 

ดึกแล้ว ยังจะทำอีกเหรอวะ?

 

เรื่องปกติ...ราตรีนี้ยังอีกยาวไกล...

 

ฮ่ะ ฮ่ะ...

 

ห้องติดกัน...มีอะไรเรียกได้...

 

ขอบใจ...

 

บ่อยแล้ว เปลี่ยนคำมั่งดิวะ

 

อือ, โทษที...ไว้จะหาคำอื่นมาบอก

 

เออ

 

จุลจักรหยิบกระป๋องน้ำผลไม้กลับเข้าตู้เย็นก่อนจะดันร่างเพื่อนสนิทตนส่งเข้าห้องนอนให้เรียบร้อยพลางกำชับอีกครั้งว่าสามารถเคาะประตูห้องมืดสำหรับทำงานของเขาได้ทุกเวลาที่ต้องการ เรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากอนิวรรตได้เป็นอย่างดี...

 

เจ...

 

เสียงเรียกชื่อดังขึ้นอีกครั้งก่อนที่ประตูห้องนอนจะปิดลง ชายหนุ่มมองเห็นว่าเพื่อนสนิทตนก้มหน้าลงเล็กน้อยคล้ายใคร่ครวญบางอย่าง ทำให้เขาหยุดฟังเงียบๆมากกว่าจะเอ่ยอะไรออกไปในตอนนี้

 

นายว่า...ถ้าฉันหรือครูปราบเอ่ยคำว่ารักกันเร็วกว่านี้...พวกเรา...

 

คำพูดขาดค้างก่อนจะลอยหายไปกับอากาศรอบกาย...หายวับขาดช่วงคล้ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เกิดปัญหากะทันหัน...จุลจักรวางมือบนไหล่เพื่อนสนิทตนก่อนจะเริ่มเอ่ยขึ้นช้าๆ

 

เคน, ฟังนะ... เขาเริ่มต้น ภาพถ่ายที่สมบูรณ์...มันต้องมีองค์ประกอบภาพที่สมบูรณ์ แต่ก็ไม่ใช่แค่ความสมบูรณ์ ถ้านายกะเวลากดชัตเตอร์พลาด แม้จะแค่นิดเดียว...ภาพนั่นก็อาจจะไม่ได้อย่างที่นายต้องการ

 

ถ้าเร็วกว่านี้...ก็อาจสูญเสีย

ถ้าช้ากว่านี้...ก็อาจเจ็บปวด

 

แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย...

...เฟรมนั้นก็จะว่างเปล่า

 

มันก็แค่จังหวะเวลา...

 

เขาย้ำก่อนจะปล่อยมือ และต้องรออีกชั่วครูกว่าที่อนิวรรตจะพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มจางอย่างที่เคยเห็นจนเจนตา

 

...แล้วประตูห้องนอนก็ปิดลง...

 

.

.

.

 

[4.]

 

อนิวรรต วสุธาธาร ยอมรับว่ารู้สึกอุ่นวาบในหัวใจยามได้ยินคำบอกรักจากอีกฝ่าย...

 

เขาเคยรู้สึกเศร้าและเจ็บปวดในยามที่ได้ยินคำยอกย้อนของปุณยนันท์ถึงอินทิรา...ผู้ได้ชื่อว่าเป็นคนรักและเป็นผู้หญิงที่ยืนเคียงข้างเขามาตลอด แต่ความเจ็บปวดนั้นเทียบไม่ได้กับลมหายใจที่สะดุดขาดห้วงจนแทบขาดใจในยามที่มองเห็นอีกฝ่ายก้าวเข้าไปใกล้กรอบหน้าต่างและปลดเทรุจังลงมาโดยไร้สุ้มเสียง...เขารู้สึกราวกับได้ยินเสียงร่ำร้องของเทรุคุง ที่พยายามจะเอ่ยบอกอีกฝ่ายว่า อย่าไป อย่าไป...แต่สิ่งที่ทุกคนในห้องพักครูมองเห็น ก็เป็นแค่เพียงการขยับไหวของตุ๊กตาไล่ฝนตัวน้อยที่ต้องแกว่งไกวใต้สายลมแผ่วอย่างเดียวดาย

 

เพราะฉะนั้นเขาจึงปลดเทรุคุงลงมาในเย็นวันนั้น...

 

กรอบหน้าต่างที่ว่างเปล่า เฉกเช่นเดียวกันกับความสัมพันธ์ที่ค่อยเคลื่อนห่างกันทีละน้อย...เขาไม่รู้ว่าเรื่องราวทุกอย่างกลายเป็นแบบนี้ได้อย่างไร แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีรอยยิ้มที่ถูกส่งให้กันก็ช่างดูฝืดฝืนจนเกินทน

 

เขารู้สึกเกลียดตัวเอง...

 

หากยิ่งลบเลือน เรื่องราวของอีกฝ่ายยิ่งแจ่มชัด และหากยิ่งพยายามจดจำ เรื่องราวนั้นกลับมืดหม่นเกินกว่าจะเพ่งมองลงไป...และเจ็บปวดเกินกว่าจะเปิดใจมองให้เต็มตา

 

เรื่องราวทั้งหมด เริ่มต้นจากคำว่า [[รัก]]...

และจบลงด้วยคำว่า [[รัก]] เช่นเดียวกัน...

 

เขาเคยคิดเช่นนั้น...

จนกระทั่งเมื่อเที่ยงวันนี้...

 

ผมรักคุณครับ

 

คำเอ่ยแสนสั้นแต่ส่งความรู้สึกอุ่นวาบในหัวใจ...เขาขยับตัวหมายจะพูดอะไรสักอย่างตอบกลับไป หากมันกลับเป็นเพียงแค่ลมหายใจเป่าผ่านหายไปในอากาศ...สายตาสองคู่แลสบกันท่ามกลางความเงียบอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งใครบางคนก้าวผ่านเข้ามาในห้องและส่งเสียงทักทายอย่างร่าเริง

 

อ้าว, ครูปราบก็อยู่ด้วยเหรอครับ?

 

ตอนนั้นเองที่คนทั้งสองเพิ่งจะได้สติกระวีกระวาดเข้าช่วยไปรับกองแฟ้มเอกสารที่ภาณุรัตน์ถือเข้ามาเต็มสองมือมาไว้บนโต๊ะทำงาน และในตอนนั้นเองที่อนิวรรตได้หันไปเอ่ยพอให้อีกฝ่ายได้ยินเพียงแค่สองคนเท่านั้น

 

ครูปราบ, เย็นนี้รอผมด้วยนะครับ

 

ดวงตากลมคู่นั้นหันกลับมามองอนิวรรตอย่างตื่นๆก่อนจะพยักหน้ารับเงียบๆและเอ่ยขอตัวออกจากห้องแนะแนวอย่างรวดเร็ว...ภาพที่เห็นนั้นทำให้ชายหนุ่มหันกลับไปมองพร้อมรอยยิ้มที่ถูกจุดติดขึ้นที่มุมปากอย่างเบาบาง หากนั่นก็ถือได้ว่าเป็นรอยยิ้มที่ฝืดฝืนน้อยที่สุดในช่วงเวลาหลายเดือนมานี้เลยทีเดียว

 

เพราะอย่างน้อย...เขาก็อยากใช้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้...

เพื่อลดช่องว่างระหว่างกันลง...

 

จนกลับมาเดินด้วยกันได้...

...เช่นดังเดิม

 

.

.

.

 

TBC.

 

 

 

 

สรุป+TALK:

  1. เคนขอใช้ห้องเจเป็นที่เคลียร์เรื่องของ 0106 เจเลยระเห็จ(?)ออกมาริมแม่น้ำเจ้าพระยาและรอจนกว่าเคนโทรกลับมาเรียก
  2. ปรากฏว่าเสียงเคนดูแปลกๆไป...?
  3. นั่นก็เพราะ...เรื่องนี้ไม่ได้ตามใจแม่ยก 0106 น่ะครับ
  4. ต้องขอภัยจริงๆ
  5. บทสรุปของ 0106 จะไปปรากฏในเอนทรีสุดท้ายของเคนในโรงเรียนลูกบาศก์ครับ
  6. อนึ่ง, เรื่องราวในตอนนี้เกิดขึ้นราวต้นเดือนพฤศจิกายนนะครับ
  7. อสุดท้าย, (<<เล่นมุกอะไรเนี่ย?) ทำงานมาสองปี พี่เจเพิ่งได้บทพระเอกกับเขาก็ตอนนี้นี่แหละ (ฮา)

 

 

 

 

 

 

 

 

[CS] MS: ก้าวเดิน

posted on 23 Oct 2009 21:52 by aki657  in CubicSchool

 

 

 

 

หมายเหตุ: เนื้อเรื่องเน้นๆ อยู่ที่ส่วนที่ [5.] – [7.] ครับ

 

 

 

 

[CS] MS: ก้าวเดิน

 

*********************************

 

[1.]

 

กนต์ธร นราโชติ กำลังนอนกลางวันอยู่บนต้นไม้...

 

เขาขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะลืมตาขึ้นและหยีตาเมื่อพบแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านพุ่มไม้ใหญ่ที่เขาอาศัยร่มเงาอยู่ลงมา เด็กหนุ่มใช้มือยันกิ่งไม้ใหญ่ใกล้ตัวเพื่อเป็นหลักยึดในการเตรียมตัว ปีน ลงจากต้นไม้ หากเสียงฝีเท้าที่ผ่านมาใกล้ทำให้เขาชะงักการกระทำทั้งมวลลงไปเสียก่อน

 

อนิวรรต วสุธาธาร กำลังเดินตรงมาทางนี้ ท่าทางเรื่อยๆแบบนั้นทำให้กนต์ธรลงความเห็นไว้ในใจว่าอีกฝ่ายคงแค่เดินผ่านมาเพียงเท่านั้น ไม่ใช่ว่ามีธุระอะไรกับนักเรียนอย่างเขา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำนั่นมองคุณครูแนะแนวของตนพลางตัดสินใจว่าจะรอให้อีกฝ่ายเดินผ่านไปเสียก่อน ถึงจะได้ฤกษ์ลงไปจากต้นไม้ต้นนี้ เพราะการที่จู่ๆจะกระโดดตุบลงไปตัดหน้าอีกฝ่ายนั้น อาจเป็นการทำให้ตัวเองงานเข้าได้โดยใช่เหตุ

 

ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงตัดสินใจที่จะรอ...

 

แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิด เมื่ออีกฝ่ายกลับหยุดเดินเอาเสียดื้อๆและล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือที่กำลังสั่นออกจากกระเป๋ากางเกง...ดูเหมือนว่าครูของเขาจะหยุดมองหน้าจอโทรศัพท์เพียงครู่ก่อนจะกดรับสายอย่างรวดเร็ว

 

ครับ พี่...

 

[………………………]

 

ดีเลยครับ...ผมมีเรื่องจะคุยกับพี่เหมือนกัน

 

[………………………]

 

ครับ...ถ้าอย่างนั้นเจอกันที่บ้าน เสาร์นี้นะครับ

 

[………………………]

 

ไว้เจอกันครับ...

 

สายโทรศัพท์ถูกกดตัด หากใบหน้าของครูแนะแนวกลับยังก้มนิ่งอยู่อย่างนั้น กนต์ธรไม่แน่ใจนักว่าดวงตาของอีกฝ่ายยังจับจ้องที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้น หรือว่าเลยไกลไปกว่านั้นกันแน่? แต่ที่เขารู้สึกแน่ใจ คือภาพของอีกฝ่ายนั้นช่างดูแปลกตาไปจากที่เคยเห็นในห้องเรียนยิ่งนัก

 

หลังจากระยะเวลาได้ผ่านไปอีกราวสองสามวินาที กนต์ธรก็ได้ยินเสียงพึมพำว่า เอาล่ะ!” ดังมาจากกอีกฝ่าย ก่อนที่ใบหน้าได้รูปนั่นจะเงยขึ้นพร้อมกับอาการก้าวเท้ายาวๆจากไป...

 

หลังจากนั้นอีกราวสองสามนาที เด็กหนุ่มก็เอาตัวเองลงมาจากกิ่งไม้ใหญ่ที่แอบไปอาศัยเป็นที่ทานอาหารและงีบเอาแรงช่วงพักกลางวัน ก่อนที่ดวงตาสีน้ำตาลเข้มนั่นจะหันมองไปยังทิศทางที่อีกฝ่ายเพิ่งเดินจากไป...

 

ไม่มีถ้อยสนทนาทักถามข้อสงสัย...

ไม่มีอาการเรียกรั้งอยากรู้คำตอบ...

 

มีเพียงแค่อาการมองตาม...

และปล่อยให้ภาพที่ตนเห็นเมื่อครู่หลุดหายไปกับสายลมเท่านั้น

 

.

.

.

 

[2.]

 

รวิระ วิญญรักษา กำลังนั่งเล่นอยู่บนระเบียง...

 

เขารู้สึกปวดไหล่ซ้ายมากขึ้นจากปกตินิดหน่อยเมื่อน้องสาวใช้ไหล่ของเขาเกาะยึดเพื่อชะโงกดูอะไรบางอย่างที่ไกลออกไป หากเขาเองกลับไม่ได้สนใจมากนัก และยังคงนั่งหลับตานิ่งๆพลางนึกถึงเมนูอาหารที่จะใส่บาตรคราวนี้ว่าไม่ควรเป็นของที่มีไขมันมากเกินไปเพื่อสุขภาพของน้องเทียน(?)...หรืออีกนัยหนึ่ง เพื่อสุขภาพหัวไหล่ของเขาเองด้วย

 

แต่ความคิดที่กำลังแล่นอยู่ก็มีอันต้องสะดุดลงเมื่อตัวเขารับรู้ได้ถึงแรงกระชากตรงท่อนแขนข้างขวาของตน เด็กหนุ่มขมวดคิ้วน้อยๆก่อนจะคลายลงเมื่อหันกลับไปหาเจ้าของแรงกระชากนั้นซึ่งกำลังทุ่มความสนใจไปยังอะไรบางอย่างซึ่งอยู่ห่างออกไป

 

อย่ามัวแต่หลับสิยะ!”

 

อะไร? ป่วยการที่จะต่อล้อต่อเถียง รวิระจึงได้แต่เอ่ยขึ้นเรียบๆเท่านั้น

 

แว่นนั่นไม่ได้ช่วยเรื่องสายตานายให้มันดีขึ้นเลยใช่มั้ย?

 

ดูเหมือนนั่นจะไม่ใช่คำตอบ...

แต่ก็ช่างเถอะ...

 

เด็กหนุ่มส่ายศีรษะเล็กน้อยก่อนจะหันตามสายตาของเธอไป ภาพที่เห็นนั้นนับได้ว่าอยู่ไกลจากจุดที่พวกเขานั่งกันอยู่พอสมควร แต่มันคงไม่ไกลเกินกว่าต่อมจินตนาการของทิฆัมพร เสรีนุรักษ์ซึ่งกำลังตื่นตัวอย่างเต็มที่ในเวลานี้

 

ภาพของกนต์ธรที่มองตามหลังครูอนิวรรตทำให้เด็กหนุ่มนึกรู้ความคิดของคนข้างกายขึ้นมานิดหน่อย เด็กสาวละสายตากลับมาที่เขาเมื่อเห็นกนต์ธรเดินจากไปในทิศทางตรงกันข้ามกับครูอนิวรรต ดวงตาคู่นั้นฉายแววครุ่นคิดอย่างทุกครั้งที่เธอคิดว่าเธอเห็นอะไร เด็ดๆ มา

 

นายคิดว่ายังไง?

 

เรื่อง?

 

สรุปว่าสายตานายมันห่วยจนแว่นนั่นช่วยไม่ได้แล้วใช่มั้ย?

 

เขายักไหล่น้อยๆ แต่ก่อนจะได้เอ่ยอะไรขึ้นมาเสียงของรุ่นน้องของพวกเขาก็ดังแทรกขึ้นมาก่อนเสียพอดี

 

อ้าว, พี่ฟ้า?

 

อื้อ, ตรี มาพอดีเลย...

 

ทิฆัมพรเอ่ยก่อนจะปลายตามาทางเขาเล็กน้อยในทำนองที่ว่า [[นายน่ะมันหมดประโยชน์แล้ว]] หรืออะไรทำนองนั้นมาให้ แล้วจึงหันกลับไปหารุ่นน้องพร้อมรอยยิ้มประหลาดที่เป็นคล้ายโค้ดลับภายในกลุ่ม สาวๆแบบพวกเธอและเสียงบอกเล่าสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่พร้อมความเห็นส่วนบุคคลกลัดติดไปด้วย...รวิระจึงถือโอกาสเอนหลังลงพิงราวระเบียงและหลับตาลงอย่างเชื่องช้าอีกครั้ง...

 

พี่ธูปคะ...?

 

หืม?

 

เขาครางตอบจากในลำคอแสนเบาเมื่อได้ยินเสียงน้องสาวของตน แต่ดูเหมือนว่าวิญญรูป วิญญรักษาจะเงียบเสียงลงไปชั่วอึดใจเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่อย่างผิดปกติวิสัย ทำให้ผู้เป็นพี่ชายต้องหรี่ตามองลอดแว่นสายตา (ลงยันต์) ของตนออกไปมอง

 

เรื่องครูเคนน่ะค่ะ...

 

เสียงพึมพำที่ดังตามมาอีกทำให้รวิระเหลือบสายตาไปทางกลุ่มของทิฆัมพรเพื่อจะมองเห็นว่าเด็กสาวและรุ่นน้องกำลัง [[แสดงความคิดเห็น]] กันอย่างเมามัน เด็กหนุ่มจึงขยับกายและดึงแว่นสายตาของตนลงเล็กน้อยก่อนจะเหลือบมาทางไหล่ซ้ายของตน

 

วิญญรูปละจากการเกาะไหล่ผู้เป็นพี่ชายมานั่งลงบนตักก่อนจะเริ่มเอ่ยตามที่ได้ยินมาจากพี่ผีสาวผู้รอบรู้เรื่องราวในโรงเรียน...

 

คือว่า...

 

.

.

.

 

[3.]

 

คมเดช ตุลยาเดชานนท์ กำลังยืนอยู่ริมสนามบาส...

 

เขายอมรับว่าค่อนข้างแปลกใจที่เห็นบรรดาคุณครูแห่งโรงเรียนลูกบาศก์หลายต่อหลายคนลงไปส่งเสียงโหวกเหวกอยู่ในสนามพร้อมกับนักเรียนอีกสองสามคน ลูกกลมๆสีส้มๆกระเด้งกระดอนตามแรงส่งของโชติช่วงเข้ามือของจอมฟ้าที่รีบคว้าไว้และออกสปีดตรงไปยังใต้แป้นของฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็ว...แต่ก็ไม่ทันนักเรียนชายที่ชื่อกรินทร์ซึ่งวิ่งเข้ามาตัดลูกได้ทันท่วงที...

 

วันนี้เป็นวันหนึ่งของช่วงฤดูกาลสอบปลายภาคของโรงเรียนลูกบาศก์...

 

ดังนั้น โดยปกติแล้วสนามกีฬามักจะเงียบสงบเมื่อนักเรียนส่วนใหญ่เตรียมตัวคร่ำเคร่งกับการอ่านหนังสือสอบ และเหล่าบรรดาครูๆทั้งหลายต่างพากันเร่งงานช่วงสุดท้ายของภาคการศึกษา...แต่ในวันนี้ ทุกอย่างกลับเป็นในทางตรงกันข้าม เมื่อเขาพบว่าครูผู้ชายหลายคนกำลังลงเล่นในสนามอย่างสนุกสนาน...

 

แต่สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจกลับไม่ใช่การลงไปอยู่ในสนามของคุณครูทั้งหลายเท่านั้น...

หากเป็น [[คนต้นคิด]] ของเรื่องนี้ต่างหากที่ทำให้เขาแปลกใจยิ่งกว่า...

 

คมเดชเลื่อนสายตาไปหา [[คนต้นคิด]] ซึ่งกำลังเป็นตัวบุกของเกมอยู่...ท่าทางสนุกสนานเกินกว่าที่เขาเคยเห็นจากเวลางานปกติทำให้คุณครูประจำวิชาพละแห่งโรงเรียนลูกบาศก์เลิกคิ้วขึ้นน้อยๆพลางลากสายตาตามลูกบาสที่ลงห่วงไปพอดิบพอดีจากตำแหน่งสามแต้มที่ชายหนุ่มยืนอยู่ เสียงโห่ฮาประสานกับเสียงหัวเราะดังขึ้นก่อนที่อนิวรรตจะหันกลับมาเห็นเขาเข้า ใบหน้านั้นยกวาดรอยยิ้มขึ้นมาประดับใบหน้าก่อนจะเดินออกจากสนามตรงมาหาเขาเสียดื้อๆ โดยไม่ใส่ใจต่อเสียงโวยวายของภาณุรัตน์ที่เรียกให้กลับเข้าสนามและเสียงของธีระที่ให้สัญญาณเริ่มเล่นอีกครั้ง

 

สนใจร่วมวงไหมครับ ครูคมเดช?

 

ท่าทางคุณดูสนุก...

 

อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนที่ดวงตาสีนิลนั่นกลับไปจับจ้องที่ภาพในสนามอยู่ชั่วขณะ แต่ก็เพียงแค่ครู่เดียว...เมื่ออนิวรรตหันกลับมาสบสายตากับเขาแล้วยิ้มออกมาอีกครั้ง

 

ครับ...ผมสนุกมาก

 

ต้องยอมรับว่า...เป็นภาพแปลกตาสำหรับผม

 

อาจเพราะครูคมเดชไม่เคยเห็นผมตอนเล่นบาสมาก่อนล่ะมังครับ? อีกฝ่ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ตอนกีฬาสีปีที่แล้วมีบาสผสมครูนักเรียน...ผมอยู่สีขาว...ตอนนั้นก็สนุกมากเหมือนกัน...

 

ดูเหมือนที่นี่มีเรื่องสนุกหลายอย่าง

 

ครับ... อนิวรรตเงียบไปครู่ก่อนจะเอ่ยต่อ หลายอย่างเลยทีเดียว

 

คมเดชไม่ได้ต่อคำใดอีกนอกจากทอดสายตากลับไปยังเกมในสนาม ตอนนี้ลูกบาสอยู่ในความครอบครองของกันต์กวี ในเมื่อปกติเขามักจะเห็นท่าทางซุ่มซ่ามของอีกฝ่ายอยู่เป็นประจำ การที่เขาได้เห็นเหงื่อเม็ดเล็กที่ไหลระลงมาตามใบหน้าของคุณครูประจำวิชาภาษาอังกฤษและท่าทาง [[เป็นงาน]] ของอีกฝ่ายทำให้คมเดชอดนึกชมขึ้นมาไม่ได้ คุณครูประจำวิชาพลศึกษาขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาหาอนิวรรตซึ่งกำลังมองไปที่กันต์กวีเช่นเดียวกันกับตน

 

ถ้าอย่างนั้นผมขอลองเรื่องน่าสนุกครั้งนี้ด้วยก็แล้วกัน...

 

.

.
.

 

[4.]

 

กันต์กวี รวีเรืองรอง เพิ่งวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ...

 

ชายหนุ่มไม่ได้แสดงสีหน้าใด นอกจากฉายความลังเลขึ้นในดวงตาขณะลอบมองอีกฝ่ายซึ่งกำลังเพลิดเพลินกับการกวาดสายตามองทิวทัศน์รอบตัว เสียงก้นแก้วกระทบพื้นโต๊ะทำให้คนตรงหน้าหันกลับมาหาเขา พึมพำขอบคุณ ก่อนจะหันกลับมาสบสายตากับเขาตรงๆ...

 

กันต์กวีเคยชินกับนิสัยเช่นนี้ของอีกฝ่ายดี ชายหนุ่มตรงหน้าเขามักจะสบสายตาเวลาพูดคุยกับใครคนอื่น ดวงตาสีนิลนั่นมักฉายแววอบอุ่นจนกระตุ้นให้ผู้สนทนายอมเปิดเผยความในใจของตน...หรืออย่างน้อยก็ยอมระบายความคับข้องใจที่มีอยู่คับอกให้ฟัง

 

หากตัวเขาเสียอีกที่มักจะเป็นฝ่ายหลบสายตา เดินหนี หรือแม้แต่อะไรก็ตาม...เขายอมรับว่าลึกๆเขาคงขลาดกลัวต่อการเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา เพราะนั่นจะทำให้เขาหวนคำนึงถึงเพื่อนผู้จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ...

 

เพื่อนคนสำคัญ...

 

กันต์กวีกระพริบตาเสียหนึ่งทีเพื่อขับไล่ความทรงจำเก่าแก่ให้ออกไปและหันกลับมามองคนตรงหน้าให้เต็มตาอีกครั้ง...ริมฝีปากนั่นยกวาดเป็นรอยยิ้มจางอย่างที่เขาคุ้นชินขณะที่มือขวาเอื้อมมาหยิบตำราภาษาอังกฤษที่วางอยู่บนโต๊ะเมื่อก่อนหน้าขึ้นมา...

 

แน่ใจแล้วหรือครับ?

 

อาจเป็นเรื่องแปลก แต่เป็นเขาที่เอ่ยขึ้นมาก่อน...และเป็นเขาอีกเช่นกันที่มองสบเข้าที่ดวงตาของอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา เขามองเห็นรอยวูบไหวบนนั้นหากก็เพียงขณะเดียวก่อนที่มันจะกลับมานิ่งสงบและฉายแววอบอุ่นขึ้นเสียอีกครั้ง

 

ครับ

 

เสียงตอบรับดังขึ้นแผ่วเบา...

ก่อนที่เสียงนั้นจะดังขึ้นอีกครั้ง...

 

...อย่างหนักแน่น...

 

ผมตัดสินใจแล้วครับ...ครูกวี

 

.

.

.

 

[5.]

 

อนิวรรต วสุธาธาร กำลังขนของลงมาจากรถ...

 

รถคันนี้เป็นของจุลจักร หากแต่เจ้าของรถกลับบังคับยัดเยียดเอามาให้เขาใช้ออกไปซื้อของโดยให้เหตุผลว่ามันสะดวกกว่าการเรียกแท็กซี่และยังรับอาสาเฝ้าบ้านเป็นเพื่อนคัคนานต์ซึ่งกำลังปั่นการบ้านให้ทันเส้นตายในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ด้วย

 

เมื่อก้าวเข้าในตัวบ้าน เขาก็พบกับคิโยโนบุที่เดินออกมาพอดีก่อนจะตามมาด้วยจุลจักรที่เดินเอาอะไรบางอย่างไปวางไว้ที่ห้องรับแขก...ชายหนุ่มสนทนากับผู้เป็นพี่ชายเล็กน้อยแล้วจึงเอาของในถุงพลาสติกไปจัดการเก็บแยกในตู้เย็นตามบัญชาของผู้เป็นมารดา ดวงตาสีนิลนั่นเป็นประกายระยับยามเมื่อหยอกล้อกับน้องสาวและหัวคิ้วนั่นย่นเข้าหากันเป็นบางจังหวะเมื่อถูกแหย่จากพี่ชายและเพื่อนสนิท

 

ยังก่อน...

เขายังไม่อยากพูดเรื่องนั้นตอนนี้...

 

อาหารเย็นถูกเตรียมขึ้นอย่างง่ายๆโดยมีแกงจืดกะหล่ำปลียัดไส้ของโปรดของคิโยโนบุ และไข่เจียวของจุลจักรเป็นพระเอกของโต๊ะอาหาร เสียงหัวเราะดังขึ้นสลับกับเสียงพูดคุยของคนทั้งห้าเป็นช่วงระหว่างคำเคี้ยว อนิวรรตมองภาพตรงหน้าก่อนจะยิ้มออกมา...

 

ยังก่อน...

ขอเวลาเขาอีกสักนิด...

 

มื้อเย็นเลยผ่านเช่นเดียวกับท้องฟ้ายามค่ำที่เริ่มเข้ามาเยี่ยมเยือน...ผลไม้ถูกจัดเตรียมไว้บนจานหน้าโต๊ะรับแขก หากอนิวรรตกลับรับอาสาเป็นฝ่ายจัดการล้างจานเสียแทนที่จะนั่งร่วมวงอยู่ด้วยกันกับคนอื่นๆ เสียงจานกระเบื้องกระทบกันดังแผ่วแทรกเสียงหัวเราะที่แว่วผ่านจากห้องนั่งเล่น...ชายหนุ่มระบายยิ้มจางบนใบหน้าก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก...

 

หมดเวลาแล้วสินะ...?

 

น่าแปลก, ทั้งที่ไม่ได้ลังเลอะไรแล้วแท้ๆ...

แต่เขากลับพบว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะเอ่ยสิ่งที่จะพูดออกไป...

 

ชายหนุ่มวางจานใบสุดท้ายลงในตะแกรงก่อนจะหมุนตัวกลับมายังห้องนั่งเล่น...ดูเหมือนคัคนานต์จะหันกลับมามองเขาก่อนใคร ใบหน้าใสนั้นขยับยิ้มซุกซนทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบกลับไป คีตกาลขยับตัวเว้นที่นั่งบนโซฟาก่อนจะตบลงบนเบาะข้างตัวเบาๆพร้อมส่งเสียงเรียกลูกชายให้ลงมานั่ง หากอนิวรรตกลับไม่ขยับตัวแม้เพียงนิด...ดวงตาสีนิลนั่นเลื่อนไปจับที่ใบหน้าของแต่ละคนก่อนจะเอ่ยออกมาช้าชัดและดังพอให้ได้ยินโดยทั่วกัน...

 

ผมจะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นครับ

 

ดูเหมือนจุลจักรจะหันกลับไปมองหน้าหนุ่มนักวิจัยชาวญี่ปุ่นอย่างรวดเร็วแต่อนิวรรตไม่ได้สนใจอาการนั้นหากกลับเอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย

 

ระยะทุนถึงปริญญาโทเป็นอย่างต่ำ แล้วก็ทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัยแล็ปเดียวกับพี่คิโยไปด้วย...ผมเตรียมเอกสารไว้หมดแล้ว เหลือแค่เดินเรื่อง...สิ้นเทอมนี้ผมจะยื่นใบลาออกที่โรงเรียนลูกบาศก์...แล้วคงอยู่สอนถึงเทอมหน้าเพื่อให้ทางโรงเรียนหาคนมาแทน...

 

อนิวรรตสบตากับผู้เป็นพี่ชายที่พยักหน้าให้น้อยๆก่อนจะหันกลับมาหาผู้เป็นน้องสาวและมารดาของตนเอง คัคนานต์เพียงแค่ยิ้มน้อยๆและกุมมือของคีตกาลที่หันกลับมานิ่งมองลูกชายตน น้ำเสียงอบอุ่นแสนคุ้นหูมาตลอดชีวิตดังขึ้นแทรกเสียงโทรทัศน์ที่เปิดทิ้งไว้ตรงมาที่ชายหนุ่มอย่างอ่อนโยน

 

แม่ถามคำถามเดียวได้ไหมจ๊ะ?

 

ครับ

 

ลูกแน่ใจแล้วนะ?

 

ครับ

 

คำตอบสั้นหากชัดเจนทำให้คีตกาลระบายรอยยิ้มจางบนใบหน้าก่อนจะเอ่ยช้าชัดเช่นเดียวกับผู้เป็นลูกชาย

 

งั้นก็ไปเถอะจ้ะ

 

.

.

.

 

[6.]

 

จุลจักร จักราธร กำลังไม่พอใจ...

 

ก่อนหน้านี้เขาได้แสดงอาการไม่พอใจออกไปเมื่อเพื่อนสนิทไม่รับข้อเสนอที่จะช่วยเหลือเรื่องเงินจากเขา ในตอนนั้น เขาต้องยอมจำนนด้วยเหตุผลที่อีกฝ่ายยกขึ้นมากล่าวถึงจนยอมรามือที่จะไม่ [[ยัดเยียด]] ความช่วยเหลือด้านการเงินให้อีกฝ่ายอีก...แต่มาตอนนี้ อนิวรรตกลับรับข้อเสนอการไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นจากคิโยโนบุ...ถึงจะรู้ดีว่าอีกฝ่ายให้การนับถือหนุ่มชาวญี่ปุ่นคนนี้มากแค่ไหน แต่เขากลับไม่คิดว่าตัวเขาที่คบหากันมานานกว่าจะถูกปฏิเสธเช่นนั้น

 

หรือเพราะอีกฝ่ายมองว่าเขาพึ่งพาไม่ได้กันแน่...?

 

หากดูเหมือนว่าอนิวรรตจะรู้ความในใจของเขา ดวงตาสีนิลนั่นถึงได้หันกลับมาหาพร้อมรอยยิ้มอันแสนเจนตา

 

ขอโทษที่ไม่บอกล่วงหน้า

 

เขาไม่ได้ตอบอะไรออกไปราวกับนิ่งรอคำพูดถัดไปจากเพื่อนสนิท...หากรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขากลับดึงอารมณ์ที่ขุ่นมัวให้ฟุ้งขึ้นมากกว่าเดิมจนยากจะเก็บกดลงไป

 

ขำอะไรของคุณ?

 

น้ำเสียงห้วนสั้นพุ่งเข้าหาหนุ่มนักวิจัยที่ยังคงไม่ละรอยยิ้มไปจากใบหน้า หากคิโยโนบุกลับไม่ใส่ใจต่อท่าทีเช่นนั้น...ยังทำท่าจะเอ่ยอะไรออกมาเสียอีก แต่ดูท่าอนิวรรตจะรู้ทันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปถึงได้เอ่ยเรียกชื่อของเพื่อนสนิทตนขึ้นมาแทน

 

เจ...ฉันขออะไรอย่างหนึ่งจากนายได้ไหม?

 

อะไร?

 

น้ำเสียงไม่ได้อ่อนลงไปกว่าเดิม หากอนิวรรตไม่ได้ใส่ใจ ซ้ำยังก้าวเข้าไปหามากยิ่งขึ้น...ระยะห่างที่เว้นไว้ตั้งแต่แรกถูกย่นย่อจนกระทั่งเหลือแค่เพียงก้าวเดียว ก่อนที่อนิวรรตจะยิ้มออกมา

 

ฉันขอฝาก...ให้นายดูแลแม่กับฟ้า...ให้นายดูแลคนสำคัญของฉัน

 

คำพูดถูกเอ่ยออกมาเชื่องช้าหากหนักแน่นพอที่จะสื่อทุกอย่างออกมา...

 

เพราะนายคือคนที่ฉันไว้ใจที่สุด...เท่ากับที่ไว้ใจตัวเอง

 

ในวินาทีนั้น, ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะเข้าใจทุกสิ่งขึ้นมา...

 

ทั้งเรื่องที่อนิวรรตปฏิเสธความช่วยเหลือจากเขา...

ทั้งเรื่องที่อนิวรรตเลือกที่จะยอมรับข้อเสนอเรื่องทุน...

ทั้งเรื่องที่อนิวรรตยอมรับคิโยโนบุเป็นพี่ชาย...

 

ทั้งเรื่องที่...

อนิวรรตต้องการจากเขาจริงๆ...

 

ดังนั้นคำพูดเดียวที่ถูกส่งไปให้คนตรงหน้า...

คนที่ไว้ใจตัวเขา...เท่ากับที่ไว้ใจตัวเอง...

จึงเป็นเพียงถ้อยคำสั้นง่ายหากหนักแน่นเช่นเดียวกัน

 

เข้าใจแล้ว...

 

เข้าใจ...

ในทุกสิ่ง...

 

...เคน

 

.

.

.

 

[7.]

 

คิโยโนบุ อาเมมิยะ หยุดยืนที่ประตูหน้าบ้านวสุธาธาร...

 

เขากำลังจะเดินออกจากบ้านไปยังรถของตนที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้าม อนิวรรตจึงเดินออกมาส่งอย่างเช่นปกติ...หากคืนนี้ดูเหมือนว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากปกติเช่นกัน...

 

หนุ่มนักวิจัยชะงักเท้าที่ก้าวเดินทำให้คนมาส่งต้องหยุดตามไปด้วย...ดวงตาสีดำสนิทมองมาอย่างสงสัย หากการหมุนตัวกลับมาพร้อมกับการสบสายตาของอีกฝ่ายก็ทำให้อนิวรรตเลือกที่จะเงียบแทนการเอ่ยอะไรออกไป...

 

พี่ขอถามหนึ่งคำถาม ก่อนส่งเอกสารกลับญี่ปุ่น

 

คิโยโนบุขยับซองสีน้ำตาลในมือเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อเสียงเรียบ

 

นี่คือการตัดสินใจเพื่อตัวนายเองใช่ไหม?

 

อนิวรรตก้มลงมองซองเอกสารในมืออีกฝ่าย ดวงตาสีนิลนั่นนิ่งสงบเมื่อยามที่เงยขึ้นสบเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลของผู้เป็นพี่ชาย...

 

ครับ!”

 

เสียงตอบรับไร้แววลังเลทำให้คิโยโนบุจุดรอยยิ้มขึ้นตรงมุมปากก่อนจะยื่นมือขวาของตนออกไปตรงหน้า

 

จำเมื่อตอนที่นายสอบได้ license ของที่นี่ได้ไหม?

 

เคน...

ยินดีต้อนรับ...เพื่อนร่วมอาชีพ...

 

สำหรับตอนนี้...

 

ดวงตาสีน้ำตาลสบนิ่งกับผู้เป็นน้องชาย...

 

ยินดีต้อนรับ...เพื่อนร่วมงาน

 

คำพูดสั้นง่าย หากชัดเจนในความหมายทำให้อนิวรรตอดยิ้มออกมาไม่ได้...

มือขวาของชายหนุ่มถูกยื่นออกไป...สัมผัสกับอีกฝ่าย...

กระชับแน่นราวกับให้สัญญากับตัวเอง...

 

ฝากตัวด้วยครับ!”

 

แม้ว่าทางเดินทอดยาวนี้จะไปสิ้นสุดตรงไหน...เขายังไม่อาจเห็น

แม้ต้องตัดใจจากหลายสิ่งที่สำคัญ...หลายสิ่งที่เขารัก

 

หากเขาก็จะขอเลือกเส้นทางเพื่อตัวเองสักครั้ง...

 

ก้าวเดินออกไป...

ทีละก้าว...ทีละก้าว...

 

จนกว่าจะถึงจุดสิ้นสุด

 

.

.

.

 

Fin.

 

 

 

 

 

 

สรุป:

  1. ครูเคนตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนลูกบาศก์ครับ
  2. ครูเคนจะอยู่สอนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า (สิ้นเทอมสอง) แล้วคงบินไปญี่ปุ่นเพื่อเรียนภาษาก่อนเรียนต่อโทครับ
  3. ระหว่างนี้ ครูเคนคงอาศัยเวลาหลังเลิกเรียนไปติวภาษาอังกฤษเพิ่มจากครูกวี (จากเนื้อเรื่องในตอนนี้ ดูเหมือนครูกวีจะทราบแล้วว่าครูเคนจะลาออก แต่ครูคนอื่นๆท่าทางจะยังไม่รู้)
  4. จากในช่วงที่ [2.] ดูเหมือนธูปจะรู้เรื่องที่ครูเคนจะลาออกผ่านทางน้องเทียนด้วยล่ะ (?)

 

 

 

 

 

TALK:

  1. ถ้าให้อธิบายสาเหตุที่ครูเคนลาออกแล้วมันคงยืดยาวแน่เลยครับ
  2. เพราะฉะนั้นผมคงไม่เขียนถึงมันในเอนทรีนี้
  3. แต่โดยสรุป...ส่วนหนึ่งมาจากตัวผมเองล่ะครับ
  4. ภาระหน้าที่ที่เยอะมากขึ้น ทำให้ไม่อาจลงมาทำอะไรได้เหมือนเก่า...บางครั้งการต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่มันก็ต้องแลกและตัดใจจากสิ่งที่สำคัญ...อยู่เหมือนกัน
  5. ต่อแต่นี้ ผมจะเอาของค้างสต็อกที่บรรจงเขียนเก็บไว้มาลงเพื่อเป็นการเคลียร์เรื่องส่วนของครูเคนครับ
  6. แบ่งเป็นของพี่คิโยสักสองเอนทรี (เกี่ยวกับครูเอม) และของครูเคนสักสองหรือสามเอนทรี (ยังตัดสินใจและพยายามหาเวลาเขียนมันออกมาอยู่ครับ)
  7. โดยหนึ่งในเอนทรีของครูเคนนั้น ตั้งใจว่าจะเป็นการสอน...ครั้งสุดท้าย
  8. เพราะฉะนั้น อยากขอความร่วมมือของผู้ที่เข้ามาเอนทรีนี้ ช่วยตอบทีว่า บุตรหลานของท่านในโรงเรียนลูกบาศก์นั้น ชื่นชม/ขอบคุณ/ขอโทษ ใครกันบ้าง? เพื่อเป็นข้อมูลในการเขียนต่อไปครับ
  9. สุดท้าย...ขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านและคอมเมนท์งานของผมเสมอ
  10. ขอบคุณครับ...

 

 

 

 


[Life] It's not everytime...

posted on 22 Oct 2009 12:11 by aki657  in Life

 

ไม่ใช่ทุกครั้งที่คุณจะมีคนที่คุณต้องการอยู่ข้างกาย

ไม่ใช่ทุกครั้งที่คุณจะอ้าปากพูดบอกความคับข้องใจของคุณให้ใครฟัง

ไม่ใช่ทุกครั้งที่สิ่งที่คุณคิดว่าดีที่สุดมันจะดีเสมอไป

 

และก็ไม่ใช่ทุกครั้ง

ที่คุณจะยืนอยู่อย่างเข้มแข็งได้

 

แต่สุดท้ายแล้ว

มันก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่คุณจะอ่อนแอจนลุกไม่ไหว

 

เอาวะ, สุดท้ายก็ต้องเดินต่อไปข้างหน้าอยู่ดี

เพราะงั้น...เลิกเศร้าได้แล้ว

 

(เอนทรีนี้ก็แค่พยายามบอกตัวเอง...แบบนั้นให้ได้)

 

(เพราะฉะนั้น นี่ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงใหญ่โต...และจขบ.ก็ไม่ได้อาการหนักเจียนตาย)

 

(อย่างน้อย...ก็เชื่อว่าเป็นแบบนั้น)